Last updated: 29 ก.ย. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
งานอุโมงค์ขนาดเล็ก เช่น อุโมงค์ท่อระบายน้ำหรืออุโมงค์สาธารณูปโภคลอดถนน เป็นงานที่ช่างสำรวจต้องส่งแนวและทิศทางจากผิวดินลงไปในบ่อที่แคบ แล้วควบคุมให้หัวเจาะเดินตรงแนวจนไปทะลุบ่อรับฝั่งตรงข้าม ความยากไม่ได้อยู่ที่การอ่านมุม แต่อยู่ที่ฐานอ้างอิงในบ่อสั้นมากเมื่อเทียบกับความยาวอุโมงค์ ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่ต้นทางจึงขยายตัวเป็นหลายเซนติเมตรที่ปลายทาง บทความนี้ใช้กรณีศึกษาจำลองจากลักษณะงานจริง เพื่ออธิบายขั้นตอน ตัวเลขที่ต้องคำนวณ และจุดที่ต้องระวังเมื่อใช้กล้องวัดมุม (Theodolite) ควบคุมแนวเจาะ โดยตัวเลขในกรณีศึกษาเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ
1. ภาพรวมงานและโจทย์ของกรณีศึกษา
โครงการตัวอย่างเป็นอุโมงค์ท่อระบายน้ำลอดถนนยาว 180 เมตร ขุดเจาะจากบ่อส่ง (Launch Shaft) เส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 เมตร ไปยังบ่อรับ (Reception Shaft) ฝั่งตรงข้ามถนน ผู้ว่าจ้างกำหนดว่าตำแหน่งหัวเจาะเมื่อถึงบ่อรับต้องคลาดทางราบไม่เกิน ±50 มม. ทีมสำรวจมีหมุดควบคุมบนผิวดินสองฝั่งถนนที่เชื่อมด้วยวงรอบปิด (Closed Traverse) ไว้แล้ว โจทย์คือถ่ายทิศทางของแนวอุโมงค์ลงไปที่ก้นบ่อ แล้วตั้งกล้องวัดมุมในบ่อเพื่อให้แนวแก่ทีมเจาะตลอดระยะ
2. การถ่ายทิศทางลงบ่อด้วยเส้นดิ่งสองเส้น
Procedure: ทีมแขวนลวดดิ่งสองเส้นจากคานเหนือปากบ่อ ห่างกันเกือบเต็มความกว้างของบ่อ ถ่วงลูกดิ่งหนักและแช่ลูกดิ่งในถังน้ำมันเพื่อลดการแกว่ง บนผิวดินใช้กล้องวัดมุมวัดมุมจากหมุดควบคุมไปยังลวดทั้งสองเส้น เพื่อคำนวณพิกัดและทิศทางของเส้นที่ลากผ่านลวดคู่นี้ จากนั้นตั้งกล้องที่ก้นบ่อให้อยู่ในแนวเดียวกับลวดทั้งสอง (Line-in) แล้วถ่ายทิศทางนั้นไปยังแนวอุโมงค์
ทฤษฎี: ฐานที่ได้มีความยาวเท่ากับระยะระหว่างลวด ซึ่งในกรณีนี้ประมาณ 4 เมตร ความคลาดเคลื่อนในการกำหนดตำแหน่งลวดแต่ละเส้นจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทาง
สูตร: σθ (ฟิลิปดา) ≈ (√2 × σp ÷ b) × 206,265 และระยะคลาดทางข้างที่ปลายอุโมงค์ Δ ≈ L × σθ ÷ 206,265
ตัวอย่างคำนวณ: ถ้าความคลาดเคลื่อนตำแหน่งลวดแต่ละเส้น σp = 0.5 มม. และฐาน b = 4 เมตร ทิศทางจะคลาดประมาณ 36 ฟิลิปดา ที่ระยะ L = 180 เมตร จะเกิดระยะคลาดทางข้างราว 32 มม. จากขั้นตอนนี้ขั้นตอนเดียว ซึ่งกินงบความคลาดเคลื่อน ±50 มม. ไปมากกว่าครึ่ง
3. มาตรการลดความคลาดเคลื่อนที่ทีมนำมาใช้
Spec กล้องที่เหมาะกับงานนี้: กล้องวัดมุมดิจิทัลของผู้ผลิตหลักที่ใช้ในงานลักษณะนี้มักมีความแม่นยำเชิงมุมในช่วง 2–5 ฟิลิปดา กำลังขยายกล้องส่องราว 30 เท่า และระยะโฟกัสใกล้สุดประมาณ 1 เมตรเศษ ซึ่งสำคัญเมื่อต้องเล็งลวดดิ่งที่อยู่ใกล้กล้องในบ่อแคบ นอกจากนี้ควรมีเลนส์ตาแบบหักมุม (Diagonal Eyepiece) สำหรับการเล็งที่มุมเงยสูงจากก้นบ่อขึ้นไปยังคานด้านบน และแสงส่องเส้นใย (Reticle Illumination) สำหรับการทำงานในอุโมงค์ที่แสงน้อย ในกรณีศึกษานี้ ทีมเลือกกล้องระดับ 2 ฟิลิปดาสำหรับขั้นตอนถ่ายทิศทาง และใช้กล้อง 5 ฟิลิปดาสำหรับการตรวจแนวประจำวันในอุโมงค์ เพราะงานประจำวันมีระยะเล็งสั้นและทำซ้ำบ่อย
4. การควบคุมแนวระหว่างเจาะและปัญหาที่พบ
ระหว่างเจาะ ทีมตรวจแนวหัวเจาะทุกระยะประมาณ 10–15 เมตร โดยเล็งเป้าที่ติดตั้งท้ายหัวเจาะแล้วคำนวณระยะเบี่ยงทางข้าง เมื่อเจาะไปได้ราว 90 เมตร ค่าที่อ่านเริ่มแกว่งผิดปกติในช่วงบ่ายของวันที่อากาศร้อน สาเหตุคือการหักเหของแสงทางข้าง (Lateral Refraction) เพราะแนวเล็งวิ่งชิดผนังอุโมงค์ด้านหนึ่งซึ่งมีอุณหภูมิต่างจากอากาศกลางอุโมงค์
วิธีแก้: ย้ายแนวเล็งให้อยู่ใกล้กึ่งกลางหน้าตัดอุโมงค์มากขึ้น เปิดพัดลมระบายอากาศก่อนวัดเพื่อลดความต่างอุณหภูมิ และตั้งจุดควบคุมย่อยภายในอุโมงค์ (Forward Station) แทนการเล็งไกลครั้งเดียว ส่วนงานที่ใช้ระบบนำทางด้วยเลเซอร์ของเครื่องเจาะ ทีมสำรวจยังคงต้องใช้กล้องตรวจทานแนวลำแสงเป็นระยะ เพราะลำแสงก็ได้รับผลของการหักเหแบบเดียวกัน
ข้อควรระวัง: ในอุโมงค์ที่มีฝุ่นและความชื้นสูง ให้เช็ดเลนส์และตรวจระดับน้ำฟองก่อนอ่านทุกชุด และบันทึกเวลากับอุณหภูมิทุกครั้งเพื่อใช้วิเคราะห์เมื่อค่าผิดปกติ
5. ผลลัพธ์ตอนทะลุบ่อรับและบทเรียน
ก่อนหัวเจาะถึงบ่อรับประมาณ 20 เมตร ทีมวัดวงรอบตรวจทานจากหมุดควบคุมฝั่งบ่อรับลงมาอีกทาง เพื่อยืนยันตำแหน่งจริงของแนวก่อนทะลุ ผลตอนทะลุคลาดทางราบประมาณ 22 มม. อยู่ในเกณฑ์ ±50 มม. ที่กำหนด บทเรียนสำคัญคือ งบความคลาดเคลื่อนส่วนใหญ่ถูกใช้ไปที่การถ่ายทิศทางลงบ่อ ไม่ใช่ที่ความละเอียดของกล้อง การเพิ่มระยะห่างของลวดดิ่งให้มากที่สุดเท่าที่บ่อจะอนุญาต และการทำซ้ำอย่างอิสระ จึงมีผลมากกว่าการเปลี่ยนไปใช้กล้องที่ละเอียดขึ้น แนวคิดการกระจายงบความคลาดเคลื่อน (Error Budget) แบบนี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านงานสำรวจอุโมงค์ที่ FIG เผยแพร่ ซึ่งเน้นการวางแผนความแม่นยำตั้งแต่ขั้นออกแบบโครงข่าย อีกบทเรียนหนึ่งคือการจดบันทึกสนามอย่างเป็นระบบ ทั้งค่าที่อ่าน เวลา อุณหภูมิ และสภาพอากาศในอุโมงค์ ทำให้ทีมย้อนหาสาเหตุของค่าที่แกว่งได้เร็ว และตัดสินใจแก้ไขได้ก่อนหัวเจาะจะเบี่ยงออกนอกแนวมากเกินไป