Last updated: 30 ก.ย. 2569 | 16 จำนวนผู้เข้าชม |
สายใยเล็ง (Reticle หรือ Crosshair) คือแผ่นกระจกที่มีเส้นบางมากสลักอยู่ภายในกล้อง ตั้งอยู่ที่ระนาบโฟกัสของเลนส์ใกล้ตา ทุกค่ามุมที่อ่านจากกล้องวัดมุม (Theodolite) เกิดจากการวางเส้นเหล่านี้ให้ตรงกับเป้า ความแม่นยำของงานจึงขึ้นกับสองส่วน คือคุณภาพของกล้องและวิธีเล็งของช่าง กล้องที่ระบุความแม่นยำ 2″ หรือ 5″ จะให้ผลตามสเปกก็ต่อเมื่อการเล็งไม่เพิ่มความคลาดเคลื่อนเข้าไปอีก ขั้นตอนต่อไปนี้เรียงตามลำดับที่ควรทำทุกครั้งที่เล็งเป้าสำคัญ
เส้นดิ่งกลาง (Vertical Hair): ใช้ตัดเป้าสำหรับอ่านมุมราบ มักมีทั้งช่วงเส้นเดี่ยวและช่วงเส้นคู่ (Double Line) ในแผ่นเดียวกัน
เส้นนอนกลาง (Horizontal Hair): ใช้ตัดเป้าสำหรับอ่านมุมดิ่ง
เส้นสเตเดีย (Stadia Hairs): เส้นนอนสั้นด้านบนและล่าง ใช้อ่านไม้สต๊าฟเพื่อหาระยะโดยประมาณจาก D = K × s + C โดย K มักเท่ากับ 100 และ s คือผลต่างค่าอ่านเส้นบนกับเส้นล่าง ในกล้องรุ่นปัจจุบันค่า C มักเป็นศูนย์
ข้อควรระวัง: อย่าใช้เส้นสเตเดียเล็งมุม เพราะเส้นเหล่านี้ไม่ได้อยู่บนแนวเล็งหลักของกล้อง
Procedure: หันกล้องไปที่ท้องฟ้าหรือพื้นผิวสีอ่อนที่ไม่มีรายละเอียด หมุนวงปรับเลนส์ตาจนสายใยคมที่สุด จากนั้นเล็งเป้าและปรับโฟกัสภาพ แล้วขยับตาขึ้นลงเล็กน้อย ถ้าสายใยเคลื่อนเทียบกับเป้า แสดงว่ายังมีพาราแลกซ์ ให้ปรับโฟกัสภาพซ้ำจนสายใยนิ่ง
ข้อควรระวัง: สายตาแต่ละคนต่างกัน เมื่อเปลี่ยนคนส่องต้องปรับเลนส์ตาใหม่ทุกครั้ง
Procedure: คลายสกรูล็อกแนวราบและแนวดิ่ง (Clamp Screw) มองผ่านศูนย์เล็ง (Peep Sight หรือ Collimator) ด้านบนกล้องให้เป้าอยู่ในแนว แล้วล็อกทั้งสองแกน เป้าควรปรากฏในภาพกล้องใกล้กลางภาพ
ข้อควรระวัง: ล็อกสกรูพอให้กล้องหยุดนิ่ง ไม่ต้องขันแน่นเกินไป เพราะสกรูหมุนละเอียดจะทำงานฝืดและกลไกสึกเร็ว
Procedure: หมุนวงโฟกัสภาพจนเป้าคมชัด ตรวจพาราแลกซ์ซ้ำอีกครั้งที่ระยะเป้าจริง เพราะการโฟกัสระยะใกล้กับระยะไกลให้ตำแหน่งภาพต่างกัน
หลักการ: เป้าที่ภาพเล็กกว่าความกว้างของเส้นคู่ เช่น ตะปูหรือหลักไม้ที่อยู่ไกล ให้ใช้เส้นคู่คร่อมเป้าให้ช่องว่างสองข้างเท่ากัน ตาคนเทียบความสมมาตรของช่องว่างได้ละเอียดกว่าการวางเส้นเดี่ยวทับเป้า ส่วนเป้าที่ภาพกว้างกว่าเส้นคู่ เช่น แผ่นเป้าหรือไม้โพลที่อยู่ใกล้ ให้ใช้เส้นเดี่ยวแบ่งครึ่งเป้า (Bisection)
ข้อควรระวัง: เล็งที่ส่วนล่างของเป้าให้ใกล้หมุดมากที่สุด เพื่อลดผลของเป้าที่เอียง
Procedure: ใช้สกรูหมุนละเอียด (Tangent Screw) เลื่อนสายใยเข้าหาเป้าให้การเคลื่อนสุดท้ายเป็นทิศ "ขัน" เสมอ ถ้าเลยเป้าไป ให้ถอยกลับไปก่อนแล้วขันเข้ามาใหม่ ไม่หมุนย้อนกลับมาที่เป้าโดยตรง
เหตุผล: เฟืองและสปริงของสกรูหมุนละเอียดมีระยะคลอน (Backlash) เล็กน้อย การเข้าหาเป้าจากทิศเดียวกันทุกครั้งทำให้กลไกอยู่ในสภาพเดียวกัน ผลการเล็งจึงซ้ำได้
Procedure: อ่านค่ามุมหน้าซ้าย (Face Left) จากนั้นพลิกกล้อง (Plunge) หมุนกลับมาเล็งเป้าเดิมด้วยขั้นตอนที่ 2–5 แล้วอ่านค่าหน้าขวา (Face Right) นำสองค่ามาเฉลี่ย ความคลาดเคลื่อนของแนวเล็งและแกนราบส่วนใหญ่จะหักล้างกัน
Tolerance: แนวทางการทดสอบภาคสนามของกล้องวัดมุมตามมาตรฐาน ISO 17123-3 ก็ใช้การวัดสองหน้ากล้องเป็นพื้นฐาน ผลต่างระหว่างสองหน้าที่เปลี่ยนไปจากค่าที่เคยบันทึกไว้อย่างชัดเจน เป็นสัญญาณว่ากล้องหรือการเล็งมีปัญหา
คลื่นความร้อน (Heat Shimmer): ช่วงเที่ยงถึงบ่าย อากาศเหนือพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอยทำให้ภาพเป้าสั่นไหว ช่างมักเล็งตามตำแหน่งที่ภาพหยุดชั่วขณะ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งเฉลี่ยจริง วิธีแก้คือยกแนวเล็งให้สูงจากพื้น เลี่ยงแนวเล็งที่เฉียดผิวพื้นร้อน และเล็งซ้ำหลายครั้งแล้วเฉลี่ย
แดดส่องเข้าหน้าเลนส์: เมื่อเล็งทวนแสงอาทิตย์ ภาพจะจ้าจนสายใยกลืนหายไปกับพื้นหลัง ให้ใส่ฮูดบังแดด (Sunshade) และหลีกเลี่ยงการเล็งเข้าหาดวงอาทิตย์โดยตรง ซึ่งอันตรายต่อดวงตาด้วย
เป้าที่สีกลืนกับพื้นหลัง: หลักไม้สีน้ำตาลหน้ากองดิน หรือตะปูบนไม้แบบในที่ร่ม ทำให้ขอบเป้าไม่ชัด ควรใช้เป้าที่มีสีตัดกัน เช่น แผ่นเป้าลายแดงขาว หรือปักธงเล็กบนหมุด
เล็งผ่านกระจกหรือตาข่าย: กระจกหน้าต่างและตาข่ายกันตกทำให้แนวแสงหักเหหรือถูกบังบางส่วน ควรย้ายตำแหน่งตั้งกล้องให้เห็นเป้าโดยตรง
ตัวอย่างผลกระทบ: ถ้าการเล็งไม่ดีจนความคลาดเคลื่อนเพิ่มเป็นราว 10″ ในการวางผังแนวยาว 50 ม. ปลายแนวจะเยื้องประมาณ 50 × 10 ÷ 206,265 ≈ 0.0024 ม. หรือ 2.4 มม. ต่อการเล็งหนึ่งครั้ง และอาจสะสมเมื่อต่อแนวหลายช่วง
สูตรโดยประมาณ: ตาคนแยกรายละเอียดได้ราว 60″ เมื่อผ่านกล้องกำลังขยาย M ความคลาดเคลื่อนจากการเล็งจะลดลงประมาณ
σ(เล็ง) ≈ 60″ ÷ M
กล้องวัดมุมงานก่อสร้างจากผู้ผลิตหลักมีกำลังขยายราว 26–30 เท่า ความคลาดเคลื่อนจากการเล็งจึงอยู่ราว 2″–2.3″ ต่อครั้ง ซึ่งใกล้เคียงกับความแม่นยำของกล้องรุ่น 2″ ถ้าการเล็งไม่ดี เช่น มีพาราแลกซ์หรือคลื่นความร้อน ค่านี้จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าและกลายเป็นความคลาดเคลื่อนหลักของงาน