Last updated: 17 ก.ย. 2569 | 13 จำนวนผู้เข้าชม |
การวางแนวถนนคือการแปลงเส้นบนแบบให้กลายเป็นหมุดในสนาม โดยที่ทุกหมุดต้องอ้างอิงระบบพิกัดเดียวกันตลอดความยาวโครงการ ความยากจึงไม่ได้อยู่ที่การยิงจุดทีละจุด แต่อยู่ที่การรักษาความสอดคล้องระหว่างจุดแรกกับจุดสุดท้ายที่อาจห่างกันหลายกิโลเมตร หลักการสี่ข้อต่อไปนี้คือโครงที่ใช้ได้กับงานถนนแทบทุกขนาด
1. โครงข่ายควบคุมเป็นตัวกำหนดเพดานความถูกต้อง
ทฤษฎี: ความถูกต้องของหมุดที่วางออกไปไม่มีวันดีกว่าโครงข่ายที่ใช้อ้างอิง งานถนนจึงเริ่มจากการเดินวงสำรวจตามแนวเส้นทาง แล้วจึงใช้หมุดในวงนั้นตั้งกล้องวางจุด การบอกคุณภาพของโครงข่ายนิยมใช้อัตราส่วนความคลาดสัมพัทธ์ คือค่าคลาดต่อระยะทางที่วัด
Procedure: แนวปฏิบัติของ USACE EM 1110-1-1005 จัดชั้นงานก่อสร้างตามอัตราส่วนนี้ โดยงานดิน งานถมคันทาง และการวางจุดถนนขนาดเล็ก ใช้ชั้นราว 1 ต่อ 2,500 ถึง 1 ต่อ 5,000 งานท่อระบายน้ำ ท่อลอด และผิวทางหลวง ใช้ราว 1 ต่อ 5,000 ส่วนงานที่ต้องการความเข้มงวดกว่านั้น เช่น การวางแนวสะพานช่วงยาวและอุโมงค์ ใช้ราว 1 ต่อ 10,000 ถึง 1 ต่อ 20,000
Tolerance: แปลงเป็นตัวเลขที่ใช้งานได้ทันที ชั้น 1 ต่อ 5,000 ที่ระยะ 500 ม. ยอมให้คลาดได้ราว 100 มม. ส่วนงานระดับ แนวปฏิบัติเดียวกันระบุว่าค่าระดับสำหรับงานก่อสร้างทั่วไปอ่านถึงทศนิยมสองตำแหน่งของหน่วยฟุต ซึ่งเทียบเท่าราว 3 มม. ขณะที่งานถมดินหยาบและงานเรียงหินยอมให้อ่านหยาบกว่านั้นได้
ข้อควรระวัง: การตั้งกล้องบนหมุดที่ไม่ได้อยู่ในวงเดียวกัน แล้วใช้หมุดอ้างอิงคนละชุด เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของรอยต่อที่ไม่สนิทระหว่างช่วงงาน ปัญหาแบบนี้ไม่แสดงอาการจนกว่าสองทีมจะมาบรรจบกัน
2. เรขาคณิตของโค้งราบที่ต้องคำนวณก่อนลงสนาม
ทฤษฎี: โค้งราบแบบวงกลมกำหนดด้วยรัศมี R และมุมเบี่ยงเบนของแนว Δ จากสองค่านี้คำนวณองค์ประกอบทั้งหมดของโค้งได้ ระยะจากจุดตัดแนวถึงจุดเริ่มโค้งคือระยะสัมผัส ความยาวโค้งคือระยะที่วัดไปตามส่วนโค้ง ส่วนระยะภายนอกและระยะกลางโค้งใช้ตรวจว่าโค้งจะกินพื้นที่เท่าใด
T = R tan(Δ/2) และ L = πRΔ/180
Procedure: ลำดับการคำนวณคือหามุม Δ จากแนวสองช่วงที่มาบรรจบ แล้วคำนวณระยะสัมผัสเพื่อกำหนดตำแหน่งจุดเริ่มโค้งและจุดสิ้นสุดโค้งจากจุดตัดแนว จากนั้นคำนวณความยาวโค้งเพื่อกำหนดสถานีของจุดสิ้นสุดโค้ง เลขสถานีของจุดสิ้นสุดโค้งได้จากสถานีจุดเริ่มโค้งบวกความยาวโค้ง ไม่ใช่จากระยะสัมผัสสองเท่า
Tolerance: ระยะกลางโค้งคำนวณจาก R คูณด้วยหนึ่งลบโคไซน์ของครึ่งมุมเบี่ยงเบน ค่านี้บอกว่าโค้งเบนออกจากเส้นสัมผัสมากแค่ไหน ใช้ตรวจระยะห่างจากแนวเขตทางและสิ่งกีดขวางก่อนลงหมุดจริง
ข้อควรระวัง: ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใช้มุมภายในระหว่างสองแนวแทนมุมเบี่ยงเบน สองค่านี้บวกกันได้ 180 องศา การสลับกันทำให้ระยะสัมผัสผิดไปทั้งโค้งโดยที่ตัวเลขยังดูสมเหตุสมผล
3. การวางจุดบนโค้ง ด้วยมุมเบี่ยงและด้วยพิกัด
ทฤษฎี: วิธีคลาสสิกคือวางจุดด้วยมุมเบี่ยงจากเส้นสัมผัส โดยตั้งกล้องที่จุดเริ่มโค้ง เล็งไปตามเส้นสัมผัส แล้วกวาดมุมทีละช่วงคอร์ด วิธีนี้ใช้ได้แม้ไม่มีพิกัด แต่ต้องมองเห็นจุดก่อนหน้าตลอด ส่วนวิธีสมัยใหม่คือคำนวณพิกัดของทุกจุดบนโค้งไว้ล่วงหน้า แล้ววางด้วยวิธีโพลาร์จากหมุดใดก็ได้ที่มองเห็น
δ (ลิปดา) = 1,718.873 × l / R
Procedure: มุมเบี่ยงสำหรับคอร์ดยาว l บนโค้งรัศมี R คำนวณจากสูตรข้างต้น เช่น คอร์ด 20 ม. บนโค้งรัศมี 300 ม. ให้มุมเบี่ยงราว 1 องศา 54 ลิปดา ส่วนการวางด้วยพิกัดใช้ผลต่างพิกัดจากสถานีไปยังจุดหมาย แล้วแปลงกลับเป็นมุมกวาดและระยะที่ต้องยิง
ΔE = D sin Az และ ΔN = D cos Az
Tolerance: กล้องประมวลผลรวมที่ใช้กับงานถนนมีความแม่นเชิงมุมในช่วง 1 ถึง 7 ฟิลิปดา และความแม่นของการวัดระยะด้วยปริซึมราว บวกลบ 1 ถึง 2 มม. บวกส่วนที่แปรตามระยะ 1.5 ถึง 2 ส่วนในล้านส่วน ที่ระยะ 400 ม. ส่วนที่แปรตามระยะจึงอยู่ในระดับไม่ถึงมิลลิเมตร ขณะที่ค่าคลาดเชิงมุม 5 ฟิลิปดา ให้ระยะคลาดด้านข้างเกือบ 10 มม. การควบคุมมุมจึงสำคัญกว่าการควบคุมระยะในงานลักษณะนี้
ข้อควรระวัง: การยิงจุดที่ระยะไกลมากจากสถานีเดียวทำให้ค่าคลาดด้านข้างโตขึ้นตามระยะโดยตรง วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือย้ายสถานีให้ถี่ขึ้นแล้วยิงระยะสั้นลง แม้จะเสียเวลาตั้งกล้องเพิ่ม
4. โค้งดิ่งและงานระดับตามแนว
ทฤษฎี: เมื่อความชันสองช่วงมาบรรจบกัน ต้องใส่โค้งดิ่งเพื่อให้รถเปลี่ยนระดับได้นุ่มนวลและมองเห็นได้ตามระยะปลอดภัย รูปแบบที่ใช้คือพาราโบลา เพราะให้อัตราการเปลี่ยนความชันคงที่ตลอดความยาวโค้ง
y = (g2 − g1) × x² / (2L)
Procedure: ค่าระดับบนโค้งดิ่งคำนวณจากระดับที่จุดเริ่มโค้ง บวกด้วยความชันช่วงแรกคูณระยะ แล้วบวกค่าแก้จากสูตรข้างต้น โดย g คือความชันในรูปอัตราส่วน L คือความยาวโค้งดิ่ง และ x คือระยะจากจุดเริ่มโค้ง เมื่อได้ค่าระดับของทุกสถานีแล้ว จึงถ่ายระดับลงหมุดด้วยกล้องระดับหรือด้วยกล้องประมวลผลรวมในโหมดวัดระดับ
Tolerance: ถ้าถ่ายระดับด้วยกล้องประมวลผลรวม ต้องระวังว่าค่าที่ได้มาจากมุมดิ่งคูณระยะ ความคลาดเชิงมุมจึงขยายตามระยะ ที่ระยะ 200 ม. ค่าคลาดของมุมดิ่ง 5 ฟิลิปดา ให้ค่าระดับคลาดราว 5 มม. ก่อนคิดค่าความโค้งของโลกและการหักเหของอากาศที่ต้องแก้เพิ่มในระยะไกล
c = 0.0673 D²
ข้อควรระวัง: สูตรค่าแก้ความโค้งและการหักเหข้างต้นให้ค่าเป็นเมตรเมื่อ D เป็นกิโลเมตร ที่ระยะ 500 ม. ค่าแก้อยู่ราว 17 มม. ซึ่งเกินเกณฑ์งานผิวทางไปแล้ว งานระดับตามแนวถนนจึงควรจำกัดระยะเล็งหรือใช้กล้องระดับที่จัดระยะหลังกับหน้าให้สมดุล
◆ สรุปและคำแนะนำเชิงเทคนิค
งานถนนคือการควบคุมความคลาดสะสมตามความยาวแนว ไม่ใช่การยิงจุดให้แม่นทีละจุด
การเลือกกล้องสำหรับงานถนนจึงเริ่มจากชั้นความถูกต้องที่โครงการกำหนด แล้วย้อนกลับมาดูว่าความแม่นเชิงมุมและความแม่นของการวัดระยะระดับใดจึงพอ รวมถึงอุปกรณ์ร่วมอย่างปริซึม ขาตั้ง และฐานกล้องที่มีผลต่อผลลัพธ์ไม่แพ้ตัวกล้อง ศูนย์กล้องสำรวจ P1 Instrument รังสิต จำหน่ายกล้องประมวลผลรวมพร้อมอุปกรณ์ครบชุด และช่วยเทียบสเปกกับลักษณะงานถนนให้ก่อนตัดสินใจ สอบถามรายละเอียดได้ตามช่องทางด้านล่าง
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
■ กล้องสำรวจศูนย์รังสิต (รังสิตคลอง 2)
▸ Location: https://maps.app.goo.gl/pVxYa4RWrwde1aFg9
▸ หน้าร้านสาขารังสิต B202 ชั้น 2 ปั๊มคาร์เท็กซ์
โครงการสัมมากรเพลสรังสิตคลอง 2
▸ เปิดบริการ จ.-ศ. 8.30-17.30 น. และ วันเสาร์ 9.00-14.00 น.
▸ บริการ: จำหน่าย · เช่า · ซ่อม · สอบเทียบ
▸ 02-181-6844
▸ https://www.xn--12cmad0ewa7dfdoynwi8a3ej0cxf0pqcn.com/
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
#ศูนย์รวมกล้องสำรวจราคาถูก #กล้องสำรวจมือสอง #กล้องTotalStation #กล้องระดับ #กล้องวัดมุม #บริการเช่ากล้องสำรวจ #ซ่อมกล้องสำรวจ #สอบเทียบกล้องสำรวจ #P1Instrument #พีนัมเบอร์วันอินสตรูเม้นท์ #วางแนวถนน #TotalStation #โค้งราบ #งานสำรวจถนน