วัด Bearing และ Azimuth ด้วย Theodolite ทำตามได้ใน 8 ขั้นตอน

Last updated: 2 ก.ย. 2569  |  10 จำนวนผู้เข้าชม  | 

วัด Bearing และ Azimuth ด้วย Theodolite ทำตามได้ใน 8 ขั้นตอน

ค่ามุมทิศเป็นตัวเลขที่ผูกงานสำรวจทั้งงานเข้าด้วยกัน ถ้าตัวแรกผิด ทุกจุดที่คำนวณต่อจากนั้นจะผิดตามไปหมดโดยที่ค่าปิดวงยังอาจดูดี ขั้นตอนต่อไปนี้เรียงตามลำดับที่ใช้จริงในสนาม ตั้งแต่ตั้งกล้องจนถึงแปลงค่าเป็นบันทึกส่งมอบ ทำตามครบแล้วจะได้ค่าที่ตรวจย้อนกลับได้ทุกบรรทัด

ก่อนเริ่ม แยกสองคำนี้ให้ขาดก่อน มุมแอซิมัท (Azimuth) คือมุมที่วัดตามเข็มนาฬิกาจากทิศเหนือ มีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 360 องศา ส่วนแบริ่ง (Bearing) คือมุมแหลมที่วัดจากแนวเหนือหรือใต้ไปหาทิศตะวันออกหรือตะวันตก มีค่าไม่เกิน 90 องศา และต้องเขียนกำกับจตุภาคเสมอ ทั้งสองค่าอธิบายทิศทางเดียวกัน แต่ใช้คนละระบบ

1. ขั้นที่ 1 และ 2 ตั้งกล้องและกำหนดทิศอ้างอิง

ขั้นที่หนึ่ง ตั้งกล้องวัดมุม (Theodolite) เหนือหมุดต้นทาง ปรับระดับด้วยฟองกลมและฟองยาวให้สมบูรณ์ แล้วตรวจการตั้งศูนย์ด้วยกล้องส่องหมุดอีกครั้งหลังปรับระดับเสร็จ เพราะการปรับระดับมักทำให้ตำแหน่งเยื้องไปเล็กน้อย

ขั้นที่สอง กำหนดทิศอ้างอิงให้ชัดเจน วิธีที่ให้ค่าเชื่อถือได้ที่สุดคือส่องไปยังหมุดหลักฐานอีกตัวที่ทราบพิกัด แล้วคำนวณแอซิมัทของแนวนั้นจากผลต่างพิกัดโดยตรง จากนั้นตั้งค่ามุมราบบนกล้องให้ตรงกับแอซิมัทที่คำนวณได้ ตั้งแต่จุดนี้ไป ค่ามุมราบที่อ่านได้จะเป็นแอซิมัทของแนวที่ส่องอยู่ทันที

ข้อควรระวัง: ถ้าใช้เข็มทิศกำหนดทิศอ้างอิง ต้องบันทึกไว้ให้ชัดว่าเป็นทิศเหนือแม่เหล็ก ไม่ใช่ทิศเหนือกริด และควรอยู่ห่างจากเหล็กเสริม รถ หรือสายไฟแรงสูง เพราะสนามแม่เหล็กในไซต์ก่อสร้างเบี่ยงเข็มได้หลายองศา

2. ขั้นที่ 3 ถึง 5 วัดมุมสองหน้ากล้องและคำนวณต่อเนื่อง

ขั้นที่สาม ส่องเป้าหลัง อ่านค่ามุมราบด้วยหน้ากล้องซ้าย แล้วกลับกล้องอ่านด้วยหน้ากล้องขวา ประเมินคุณภาพด้วยค่า

2C = HL - (HR ± 180°)

ถ้าค่านี้เกินราวสามเท่าของความแม่นยำเชิงมุมที่ผู้ผลิตประกาศ ให้หยุดตรวจกล้องก่อน อย่าวัดต่อ

ขั้นที่สี่ ส่องเป้าหน้าแล้วทำแบบเดียวกัน จากนั้นคำนวณมุมราบที่หมุดนั้นจากค่าเฉลี่ยของทั้งสองหน้า การเฉลี่ยนี้ตัดความคลาดเคลื่อนของแนวเล็งและของแกนดิ่งออกไปพร้อมกัน

ขั้นที่ห้า ส่งค่าแอซิมัทต่อไปยังหมุดถัดไปด้วยความสัมพันธ์

แอซิมัทด้านถัดไป = แอซิมัทด้านก่อนหน้า + มุมราบที่วัดได้ - 180°

ถ้าผลลัพธ์ติดลบให้บวก 360 องศา ถ้าเกิน 360 ให้ลบ 360 เพื่อดึงกลับเข้าช่วง 0 ถึง 360 องศา ตัวอย่าง แอซิมัทด้านก่อนหน้า 125 องศา วัดมุมราบได้ 210 องศา จะได้แอซิมัทด้านถัดไปเท่ากับ 125 บวก 210 ลบ 180 คือ 155 องศา

ข้อควรระวัง: ต้องตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าจะวัดมุมภายในหรือมุมทางขวาตลอดวงรอบ แล้วใช้แบบเดียวตลอด การสลับกลางทางเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของค่าที่ผิดไป 180 องศาพอดี

3. ขั้นที่ 6 และ 7 ตรวจค่าปิดและกระจายความคลาดเคลื่อน

ขั้นที่หก เมื่อเดินครบวงหรือถึงหมุดหลักฐานปลายทาง ให้เทียบแอซิมัทที่คำนวณได้กับค่าที่ทราบ ผลต่างคือค่าปิดเชิงมุม เกณฑ์ที่ใช้กันคำนวณจาก

ค่าปิดเชิงมุมที่ยอมให้มีได้ = k√n

โดย n คือจำนวนมุมที่วัด และ k เป็นค่าประจำชั้นงาน ในเกณฑ์ของ FGCS งานชั้นสามประเภทหนึ่งใช้ k ราว 10 ฟิลิปดา ชั้นสามประเภทสองราว 12 ฟิลิปดา ส่วนชั้นสองประเภทสองเข้มถึงราว 4.5 ฟิลิปดา

ขั้นที่เจ็ด ถ้าค่าปิดอยู่ในเกณฑ์ ให้กระจายเท่า ๆ กันทุกมุม เพราะความคลาดของการวัดมุมถือว่าเกิดขึ้นแบบสุ่มพอกันทุกจุด แต่ถ้าเกินเกณฑ์ ห้ามกระจาย ต้องกลับไปหาว่ามุมใดผิด วิธีค้นที่เร็วคือดูว่าค่าปิดใกล้เคียงกับความคลาดของมุมเดียวหรือไม่ ถ้าใช่ มักเป็นการอ่านผิดหรือส่องผิดเป้าที่จุดเดียว

ข้อควรระวัง: ค่าปิดที่เล็กมากผิดปกติในวงรอบยาว ควรสงสัยว่ามีการปรับตัวเลขให้สวยมากกว่าจะดีใจ ควรตรวจสอบด้วยการวัดอิสระเพิ่มอีกหนึ่งด้าน

4. ขั้นที่ 8 แปลงเป็นแบริ่งและบันทึกส่งมอบ

ขั้นที่แปด แปลงแอซิมัทเป็นแบริ่งตามจตุภาค ถ้าแอซิมัทอยู่ระหว่าง 0 ถึง 90 องศา แบริ่งคือ เหนือ ค่าเดิม ตะวันออก ถ้าอยู่ระหว่าง 90 ถึง 180 แบริ่งคือ ใต้ ผลของ 180 ลบแอซิมัท ตะวันออก ถ้าอยู่ระหว่าง 180 ถึง 270 แบริ่งคือ ใต้ ผลของแอซิมัทลบ 180 ตะวันตก และถ้าอยู่ระหว่าง 270 ถึง 360 แบริ่งคือ เหนือ ผลของ 360 ลบแอซิมัท ตะวันตก

ตัวอย่าง แอซิมัท 155 องศา อยู่ในช่วงที่สอง จึงได้แบริ่งเป็น ใต้ 25 องศา ตะวันออก ส่วนแอซิมัท 310 องศา อยู่ในช่วงที่สี่ จึงได้ เหนือ 50 องศา ตะวันตก

สิ่งที่ต้องมีในบันทึกส่งมอบคือ ค่ามุมดิบทั้งสองหน้ากล้อง ค่าเฉลี่ย ค่า 2C ของแต่ละจุด แอซิมัทที่คำนวณได้ ค่าปิดเชิงมุม และวิธีกระจายที่ใช้ ถ้าบันทึกเฉพาะผลสุดท้าย จะไม่มีทางให้ใครตรวจสอบวิธีคำนวณได้เลย

5. การควบคุมคุณภาพก่อนเชื่อค่าที่ได้

ก่อนออกงานทุกครั้งควรทดสอบสมรรถนะของกล้องเป็นระเบียบ ไม่ใช่รอจนเกิดปัญหา มาตรฐาน ISO 17123-3 กำหนดวิธีทดสอบภาคสนามสำหรับกล้องวัดมุมไว้ชัดเจน ทั้งจำนวนทิศทาง จำนวนชุด และวิธีคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของทิศทาง ทำให้ผลทดสอบแต่ละครั้งเทียบกันได้ตรง และเห็นแนวโน้มได้ว่ากล้องกำลังเสื่อมสภาพหรือไม่

สเปกที่ควรรู้ควบคู่กันคือความแม่นยำเชิงมุมของกล้องวัดมุมที่จำหน่ายทั่วไปอยู่ในช่วง 1 ถึง 7 ฟิลิปดา กำลังขยายอยู่ราว 26 ถึง 32 เท่า และงานที่ต้องแนบเอกสารรับรองเครื่องมือต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีระบบคุณภาพตาม ISO/IEC 17025 ซึ่งจะระบุค่าความไม่แน่นอนของการวัดมาให้ด้วย

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้