Curve Stake Out ด้วย Total Station: Deflection vs Coordinate

Last updated: 29 ส.ค. 2569  |  47 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Curve Stake Out ด้วย Total Station: Deflection vs Coordinate

งานวางโค้งถนน (Curve Stake Out) มีสองแนวทางที่ใช้กันมานานในไทย แนวทางแรกคือวัดมุมเบี่ยงจากแนวสัมผัสแล้วลากความยาวคอร์ด ส่วนอีกแนวทางคือคำนวณค่าพิกัดของทุกจุดล่วงหน้าแล้ววางจากจุดควบคุมจุดไหนก็ได้ ทั้งสองวิธีให้โค้งเส้นเดียวกันทางเรขาคณิต แต่พฤติกรรมความคลาดเคลื่อนต่างกันคนละแบบ และข้อจำกัดหน้างานก็คนละเรื่อง การเลือกผิดวิธีไม่ได้ทำให้โค้งผิด แต่ทำให้เสียเวลาและเสียความแม่นยำโดยไม่จำเป็น

1. องค์ประกอบของโค้งราบที่ต้องคำนวณก่อนเสมอ

ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ข้อมูลตั้งต้นชุดเดียวกันคือรัศมีโค้ง (R) และมุมเบี่ยงเบนของแนวสัมผัส (Δ) จากนั้นคำนวณ

T = R × tan(Δ/2)
L = (π × R × Δ) / 180

โดย T คือระยะสัมผัส (Tangent Length) จากจุดตัดแนว (PI) ไปยังจุดเริ่มโค้ง (PC) และ L คือความยาวโค้ง (Curve Length) สมมติงานถนนสายรองที่ R = 300 เมตร และ Δ = 40 องศา จะได้ T = 109.19 เมตร และ L = 209.44 เมตร ตำแหน่ง PC และ PT คำนวณย้อนจากสถานี PI ตามระยะ T

ข้อควรระวัง: ตรวจสอบก่อนว่าค่า R ในแบบเป็นรัศมีถึงกึ่งกลางถนนหรือถึงขอบผิวจราจร แบบก่อสร้างบางชุดระบุคนละฐาน ความคลาดเคลื่อนจากการตีความตรงนี้ใหญ่กว่าความคลาดเคลื่อนของกล้องหลายเท่า

2. วิธีที่หนึ่ง: Deflection Angle Method

วิธีคลาสสิกของ Rankine ตั้งกล้องที่ PC เล็งไปตามแนวสัมผัสเป็นศูนย์องศา แล้วหมุนมุมเบี่ยง (Deflection Angle) ทีละช่วง พร้อมวัดความยาวคอร์ดจากจุดก่อนหน้า

δ (ลิปดา) = 1718.87 × c / R

เมื่อ c คือความยาวคอร์ดย่อย จากตัวอย่างเดิม ถ้าใช้ช่วงคอร์ด 20 เมตร จะได้ δ = 114.59 ลิปดา หรือ 1 องศา 54 ลิปดา 35 ฟิลิปดา ความยาวคอร์ดจริงคำนวณจาก C = 2R × sin(δ) ได้ 19.996 เมตร สั้นกว่าความยาวตามส่วนโค้ง 4 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดว่าตัวเลขในตารางวางโค้งเป็นคอร์ดหรือส่วนโค้ง

จุดแข็งของวิธีนี้คือใช้กล้องวัดมุมตัวเดียวก็ทำได้ ไม่ต้องมีค่าพิกัด ไม่ต้องมีหมุดควบคุมรอบพื้นที่ เหมาะกับงานที่แบบให้มาเป็นรูปเรขาคณิตล้วน ๆ

จุดอ่อนคือความคลาดเคลื่อนสะสม ทุกจุดอ้างอิงจากจุดก่อนหน้า ถ้าจุดที่สามคลาด จุดที่สี่ถึงจุดสุดท้ายจะคลาดตามทั้งหมด และวิธีนี้ต้องการแนวเล็งโล่งจาก PC ไปทุกจุดบนโค้ง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในงานที่มีดินถม กองวัสดุ หรือโค้งยาวเกิน 200 เมตร การย้ายกล้องระหว่างโค้งต้องทำ Transit Setup ที่เพิ่มขั้นตอนและเพิ่มโอกาสผิด

ข้อควรระวัง: การวัดคอร์ดด้วยเทปบนพื้นลาดชันต้องแก้เป็นระยะราบเสมอ มิฉะนั้นโค้งจะยืดออกไปทีละนิดตลอดแนว

3. วิธีที่สอง: Coordinate Stake Out

วิธีนี้คำนวณค่าพิกัด N, E ของทุกสถานีบนโค้งไว้ก่อน แล้วใช้โปรแกรม Stake Out ในตัว Total Station วางจากหมุดควบคุมจุดใดก็ได้ที่มองเห็นตำแหน่งเป้าหมาย กล้องจะคำนวณมุมและระยะให้เอง แล้วบอกระยะเยื้องซ้ายขวา เข้าออก จนกว่าจะเข้าตำแหน่ง

ความคลาดเคลื่อนของวิธีนี้ไม่สะสม เพราะทุกจุดอ้างอิงจากระบบพิกัดเดียวกัน ไม่ได้อ้างอิงจุดข้างเคียง ค่าคลาดเคลื่อนด้านข้างประเมินได้จาก

e = D × θ / 206265

โดย D คือระยะเล็งและ θ คือความละเอียดเชิงมุมเป็นฟิลิปดา กล้อง Total Station ในตลาดมีความละเอียดเชิงมุมตั้งแต่ 1 ถึง 7 ฟิลิปดา ที่ระยะ 100 เมตรด้วยกล้อง 5 ฟิลิปดา จะได้ค่าคลาดเคลื่อนด้านข้างราว 2.4 มิลลิเมตร ส่วนความคลาดเคลื่อนตามแนวระยะขึ้นกับ EDM ซึ่งอยู่ในช่วง ±(1–2 มิลลิเมตร + 1.5–2 ppm) เมื่อวัดด้วยปริซึม และประมาณ ±(2–3 มิลลิเมตร + 2 ppm) ในโหมดไร้ปริซึม ตัวเลขทั้งสองชุดควรตรวจสอบตามวิธีทดสอบภาคสนามของ ISO 17123-5 เป็นระยะ

จุดแข็งเพิ่มเติมคือความยืดหยุ่นเรื่องตำแหน่งตั้งกล้อง ใช้ Free Station หรือ Resection ตั้งกล้องกลางไซต์แล้ววางโค้งได้ทั้งช่วง โดยไม่ต้องยืนที่ PC และเมื่อมีสิ่งกีดขวางก็เพียงย้ายจุดตั้งกล้องใหม่ ไม่กระทบจุดที่วางไปแล้ว

จุดอ่อนคือพึ่งพาโครงข่ายหมุดควบคุม ถ้าหมุดควบคุมเคลื่อนหรือค่าพิกัดผิดตั้งแต่ต้น โค้งทั้งเส้นจะเลื่อนไปพร้อมกันโดยไม่มีสัญญาณเตือน ความคลาดเคลื่อนแบบนี้ตรวจยากกว่าความคลาดเคลื่อนสะสมของวิธีแรก เพราะรูปทรงโค้งยังถูกต้องสมบูรณ์

4. เทียบกันตรงจุดที่ตัดสินใจจริง

ด้านความแม่นยำ วิธีพิกัดชนะเมื่อมีโครงข่ายควบคุมที่ปรับแก้แล้วตามเกณฑ์ของ FGCS หรือแนวทาง USACE EM 1110-1-1005 แต่ถ้าหมุดควบคุมมีแค่สองหมุดและไม่เคยตรวจสอบ วิธีมุมเบี่ยงกลับให้รูปโค้งที่เชื่อถือได้มากกว่า

ด้านความเร็ว วิธีพิกัดวางได้ราว 25–40 จุดต่อชั่วโมงด้วยทีมสองคน ส่วนวิธีมุมเบี่ยงจะช้ากว่าเพราะต้องวัดคอร์ดด้วยเทปและจัดคนช่วยดึงเทป

ด้านสิ่งกีดขวาง วิธีพิกัดยืดหยุ่นกว่าชัดเจน ส่วนวิธีมุมเบี่ยงต้องการแนวเล็งโล่งจากจุดเดียว

ด้านการตรวจสอบงาน วิธีมุมเบี่ยงตรวจได้ง่ายด้วยการปิดที่ PT แล้วดูระยะเหลื่อม ส่วนวิธีพิกัดต้องรังวัดกลับ (Check Shot) ไปยังหมุดควบคุมอีกจุดก่อนเริ่มและหลังจบงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มักถูกข้าม

5. เลือกอย่างไรให้เหมาะกับหน้างาน

งานถนนโครงการที่มีหมุดควบคุมครบและมีไฟล์พิกัดจากผู้ออกแบบ ให้ใช้วิธีพิกัดเป็นหลัก แล้วใช้วิธีมุมเบี่ยงเป็นเครื่องมือตรวจสอบซ้ำที่ PC และ PT

งานถนนในหมู่บ้านจัดสรรหรือทางเข้าโครงการที่แบบให้มาเป็นรูปเรขาคณิต ไม่มีค่าพิกัด และโค้งสั้นกว่า 100 เมตร วิธีมุมเบี่ยงจบงานได้เร็วกว่าและไม่ต้องสร้างโครงข่ายใหม่

งานที่มีดินถมสูง กองวัสดุ หรือต้องวางโค้งเป็นช่วง ๆ ตามความคืบหน้าของงานดิน ให้ใช้วิธีพิกัดร่วมกับ Free Station เพราะย้ายจุดตั้งกล้องได้อิสระ

ข้อควรระวังที่ใช้ร่วมกันทั้งสองวิธี ตั้งค่าคงที่ปริซึม (Prism Constant) และค่าแก้บรรยากาศ (ppm) ให้ตรงกับอุปกรณ์และสภาพวันนั้นก่อนเริ่มงานเสมอ ตรวจความสูงเป้าให้ตรงกับที่ป้อนเข้าเครื่อง และวัดสองหน้ากล้อง (Two-Face) ที่จุดตั้งต้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อคัดค่าคลาดเคลื่อนของแนวเล็งออก

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้