Last updated: 29 ก.ค. 2569 | 2 จำนวนผู้เข้าชม |
การรังวัดวงรอบ (Traverse) ที่ผูกกับหมุดควบคุมมักปิดวงไม่ลงพอดี เพราะสะสมความคลาดเคลื่อนจากการวัดมุมและระยะ วิธี Least Squares Adjustment ช่วยกระจายค่าคลาดเคลื่อนเหล่านั้นอย่างมีหลักการทางสถิติ บทความนี้เรียบเรียงเป็น 6 ขั้นตอนที่นำไปปฏิบัติกับงานรังวัดหมุดควบคุมของงานก่อสร้างบ้านและงานสำรวจได้จริง
วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Least Squares) ต่างจากกฎเข็มทิศ (Compass Rule) หรือกฎทรานสิต (Transit Rule) ตรงที่คำนึงถึงน้ำหนัก (weight) ของแต่ละค่าที่วัดตามความแม่นยำของเครื่องมือ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นค่าที่น่าจะเป็นมากที่สุด (most probable value) พร้อมค่าประเมินความน่าเชื่อถือ แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการที่ระบุใน FGCS (Federal Geodetic Control Subcommittee) และคู่มือ USACE EM 1110-1-1004 สำหรับงานควบคุมพิกัด
Procedure: รวบรวมค่ามุมภายใน (interior angle) และระยะราบ (horizontal distance) ของทุกด้าน พร้อมพิกัดหมุดควบคุมเริ่มต้นและหมุดปิด ตรวจ Angular Misclosure จากสูตร
e = Σθ − (n − 2) × 180°
โดย n คือจำนวนมุมของวงรอบปิด (closed loop) ตรวจ Linear Misclosure จากผลรวมของ Latitude และ Departure ที่ควรเข้าใกล้ศูนย์
Tolerance: เกณฑ์มุมสำหรับงานทั่วไปมักกำหนดที่ประมาณ 30″√n ถึง 60″√n และความคลาดเคลื่อนเชิงเส้นสัมพัทธ์ (relative precision) ที่ดีกว่า 1:5,000 สำหรับงานก่อสร้างทั่วไป
ข้อควรระวัง: หากค่า Misclosure สูงผิดปกติ ให้กลับไปตรวจการอ่านมุมสองหน้ากล้อง (two-face) ก่อน อย่ารีบปรับแก้ เพราะ Least Squares ไม่ได้แก้ความผิดพลาดหยาบ (blunder)
ทฤษฎี: เขียนสมการเชื่อมโยงระหว่างค่าที่วัด (มุมและระยะ) กับค่าพิกัดที่ไม่ทราบ (unknown coordinates) แต่ละค่าสังเกตให้หนึ่งสมการ ระบบจึงมีสมการมากกว่าตัวไม่ทราบ (redundant) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ปรับแก้ได้
Procedure: เนื่องจากสมการระยะและมุมไม่เป็นเชิงเส้น ต้องทำ Linearization ด้วยอนุกรม Taylor รอบค่าประมาณเริ่มต้น (approximate coordinates) เพื่อได้เมทริกซ์สัมประสิทธิ์ A
ข้อควรระวัง: ค่าประมาณเริ่มต้นควรใกล้เคียงค่าจริง เพื่อให้การวนซ้ำ (iteration) ลู่เข้าเร็ว ค่าประมาณที่คลาดเคลื่อนมากอาจทำให้คำตอบไม่ลู่เข้า
ทฤษฎี: น้ำหนักของค่าสังเกตเป็นสัดส่วนผกผันกับความแปรปรวน (variance) ตามหลัก w = 1/σ² ค่ามุมที่มีความละเอียดสูงและระยะที่วัดด้วย EDM แม่นยำจะได้น้ำหนักมากกว่า
Spec: Total Station ระดับงานทั่วไปในตลาดมีความละเอียดเชิงมุม (angular accuracy) อยู่ในช่วงประมาณ 2″ ถึง 7″ และความแม่นยำ EDM ในช่วงประมาณ (2 mm + 2 ppm) ถึง (3 mm + 3 ppm) ตามข้อมูลผู้ผลิตหลัก ค่าเหล่านี้ใช้กำหนด σ ของแต่ละค่าสังเกต
ข้อควรระวัง: การให้น้ำหนักผิด เช่น ให้มุมและระยะน้ำหนักเท่ากันทั้งที่หน่วยต่างกัน จะบิดเบือนผลการปรับแก้
ทฤษฎี: หัวใจของ Least Squares คือการหาเวกเตอร์ค่าแก้ x ที่ทำให้ผลรวมถ่วงน้ำหนักของค่าเศษเหลือ (residual) น้อยที่สุด ตามสมการปกติ
x = (A¹ W A)¹ A¹ W L
โดย A คือเมทริกซ์สัมประสิทธิ์ W คือเมทริกซ์น้ำหนัก และ L คือเวกเตอร์ค่าปิด (misclosure vector) ผลลัพธ์ x คือค่าแก้ที่นำไปปรับพิกัดประมาณ
Procedure: ปัจจุบันใช้ซอฟต์แวร์รังวัดคำนวณเมทริกซ์ให้ แต่ช่างควรเข้าใจว่าค่าแก้เกิดจากการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ไม่ใช่การกระจายตามสัดส่วนระยะเพียงอย่างเดียวแบบ Compass Rule
Procedure: นำค่าแก้ x บวกกลับเข้ากับพิกัดประมาณ แล้วคำนวณใหม่จนกว่าค่าแก้จะเล็กกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น น้อยกว่า 1 mm) จึงถือว่าลู่เข้า (converged)
Tolerance: จำนวนรอบวนซ้ำสำหรับวงรอบที่ค่าเริ่มต้นดีมักไม่เกิน 2-3 รอบ หากเกินหลายรอบโดยไม่ลู่เข้า ให้ตรวจสอบข้อมูลนำเข้าและค่าประมาณเริ่มต้น
ข้อควรระวัง: อย่าบังคับหยุดที่จำนวนรอบตายตัวโดยไม่ดูค่าแก้ เพราะอาจได้พิกัดที่ยังไม่ลู่เข้าจริง
ทฤษฎี: หลังปรับแก้ ให้คำนวณค่าความแปรปรวนอ้างอิงหลังปรับแก้ (a posteriori variance of unit weight) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของพิกัดแต่ละหมุดจากเมทริกซ์แปรปรวน-ร่วมแปรปรวน (variance-covariance matrix)
Procedure: ตรวจ Standardized residual ของแต่ละค่าสังเกต เพื่อค้นหา blunder ที่หลงเหลือ ค่าที่เกินประมาณ 3 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานควรตรวจซ้ำ
Spec/Tolerance: รายงานผลควรระบุ Semi-major axis ของวงรีความคลาดเคลื่อน (error ellipse) เพื่อบอกทิศทางที่พิกัดอ่อนที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่การปรับแก้แบบเดิมไม่ให้