Last updated: 3 พ.ย. 2569 | 10 จำนวนผู้เข้าชม |
การหาค่าระดับในงานสำรวจและงานก่อสร้างทำได้สองแนวทางหลัก คือการถ่ายระดับด้วยกล้องระดับ (Spirit Leveling) ที่อ่านไม้สต๊าฟด้วยแนวเล็งราบ และการถ่ายระดับแบบตรีโกณมิติ (Trigonometric Leveling) ที่ใช้ Total Station วัดระยะและมุมดิ่งแล้วคำนวณผลต่างระดับ ทั้งสองวิธีมีจุดแข็งต่างกัน แต่ในหน้างานยังมีความเชื่อหลายข้อที่ทำให้เลือกวิธีไม่เหมาะกับงาน บทความนี้แยก 5 ความเชื่อผิดที่พบบ่อย พร้อมหลักการและสูตรที่ถูกต้อง
ความจริง: ผลต่างระดับแบบตรีโกณมิติคำนวณจาก
ΔH = S × cos z + hi − ht
เมื่อ S คือระยะเอียง z คือมุมจุดยอด (Zenith Angle) hi คือความสูงกล้อง และ ht คือความสูงเป้า สำหรับแนวเล็งที่เกือบราบ ความคลาดเคลื่อนของมุมดิ่งส่งผลต่อระดับโดยประมาณเท่ากับ S × σz″ / ρ″ เมื่อ ρ″ = 206,265
อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดระดับเซนติเมตร เช่น การเก็บระดับภูมิประเทศ การหาระดับจุดที่เข้าถึงยาก หรือการวัดระดับยอดโครงสร้าง การถ่ายระดับแบบตรีโกณมิติด้วย Total Station ให้ผลเพียงพอและเร็วกว่ามาก ความเชื่อนี้จึงผิดเมื่อนำไปใช้กับงานที่ต้องการความละเอียดระดับมิลลิเมตร
ความจริง: กล้องระดับใช้กับพื้นที่ลาดชันได้ แต่ผลต่างระดับต่อการตั้งกล้องหนึ่งครั้งถูกจำกัดด้วยความยาวไม้สต๊าฟ ระยะต่อการตั้งกล้องจึงสั้นลงและต้องตั้งกล้องหลายครั้งขึ้น ความคลาดเคลื่อนสะสมตามจำนวนการตั้งกล้อง
σΔH = σsetup × √n
ความจริง: hi และ ht บวกเข้าผลต่างระดับโดยตรง ผิดเท่าไรผลก็ผิดเท่านั้น วิธีลดผลคือตั้งกล้องระหว่างสองจุดแบบเดียวกับกล้องระดับ แล้วหาผลต่างระดับจากการวัดสองเป้า ค่า hi จะหักล้างกัน
ΔHAB = (SB cos zB − htB) − (SA cos zA − htA)
ในงานที่วัดระดับหลายจุดจากการตั้งกล้องครั้งเดียว ควรวัดหมุดหลักฐานระดับซ้ำตอนจบด้วย ถ้าค่าที่ได้ต่างจากตอนเริ่มเกินเกณฑ์ แสดงว่ากล้องขยับ หรือมีการเปลี่ยนความสูงเป้าระหว่างทำงานโดยไม่ได้แก้ค่าในเครื่อง
ความจริง: ผลรวมของความโค้งของโลกและการหักเหของแสงคำนวณได้จาก
cr = (1 − k) × D² / (2R)
เมื่อ k คือสัมประสิทธิ์การหักเหของแสง ซึ่งมักใช้ค่าประมาณ 0.13 D คือระยะราบ และ R คือรัศมีโลกราว 6,371 km
ผลของการหักเหของแสงยังแปรปรวนมากเมื่อแนวเล็งผ่านใกล้ผิวพื้นที่ร้อน เช่น ลานคอนกรีตหรือถนนลาดยางในช่วงบ่าย การยกแนวเล็งให้สูงจากพื้นและวัดในช่วงเช้าช่วยลดความไม่แน่นอนนี้ได้ทั้งสองวิธี
ความจริง: ค่าระดับจากสองวิธีใช้ร่วมกันได้ ถ้าอ้างอิงหมุดหลักฐานเดียวกัน และแต่ละชุดผ่านการตรวจค่าปิดของตัวเอง ปัญหามักเกิดเมื่อทีมหนึ่งใช้หมุดหลักฐานของโครงการ แต่อีกทีมใช้ค่าระดับที่สมมติขึ้นเอง
δ = HTS − HLEV
ในทางปฏิบัติ หลายโครงการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันอย่างได้ผล คือใช้กล้องระดับสร้างและตรวจหมุดหลักฐานระดับ แล้วใช้ Total Station วัดระดับรายละเอียดหรือจุดที่เข้าถึงยาก การแบ่งหน้าที่แบบนี้ทำให้ค่าอ้างอิงของโครงการแม่น ขณะที่งานเก็บรายละเอียดยังทำได้เร็ว