Last updated: 2 พ.ย. 2569 | 12 จำนวนผู้เข้าชม |
งานถ่ายระดับด้วยกล้องระดับ (Auto Level) ระหว่างหมุดหลักฐานสองหมุดทำได้สองแบบหลัก แบบแรกคือการเดินระดับเที่ยวเดียว (Single-Run) จากหมุดต้นทางไปปลายทาง แล้วตรวจด้วยการปิดเข้าหมุดที่ทราบค่าหรือปิดวงรอบ แบบที่สองคือการเดินระดับไป-กลับ (Double-Run) โดยวัดแต่ละช่วงสองครั้งในทิศทางตรงข้ามกัน สองวิธีใช้เวลาต่างกันเกือบเท่าตัว และให้ข้อมูลสำหรับตรวจสอบต่างกันมาก บทความนี้เปรียบเทียบทีละประเด็นเพื่อช่วยเลือกวิธีให้เหมาะกับงาน
ทฤษฎี: ISO 17123-2 กำหนดวิธีทดสอบภาคสนามที่ให้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อ 1 km ของการเดินระดับไป-กลับ ผู้ผลิตกล้องระดับอัตโนมัติจึงมักระบุความแม่นยำในรูปนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ ±0.7 ถึง ±2.5 mm ต่อ km ตามรุ่น ค่านี้เป็นของค่าเฉลี่ยสองเที่ยว การเดินเที่ยวเดียวจึงคลาดเคลื่อนมากกว่า
σsingle ≈ √2 × σDR × √K
เมื่อ σDR คือค่าต่อ km ของการเดินไป-กลับ และ K คือระยะทางเป็นกิโลเมตร
ในงานจริงหลายโครงการกำหนดเกณฑ์ค่าปิดเป็นมิลลิเมตรคูณรากที่สองของระยะเป็นกิโลเมตรไว้แล้ว ทีมจึงควรตรวจว่ากล้องและวิธีวัดที่เลือกให้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานน้อยกว่าเกณฑ์นั้นพอสมควร โดยทั่วไปเกณฑ์ยอมรับควรกว้างกว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่คาดไว้ราว 2 ถึง 3 เท่า ถ้าเกณฑ์ใกล้กับความสามารถของกล้องมากเกินไป ควรเลือกการเดินไป-กลับหรือเลือกกล้องที่ละเอียดกว่า
ทฤษฎี: การเดินไป-กลับให้ผลต่างระดับของช่วงเดียวกันสองค่า ผลรวมของค่าขาไปและขากลับควรเป็นศูนย์
d = ΔHfwd + ΔHbwd และ |d| ≤ k√K
เมื่อ K คือระยะของช่วงนั้นเป็นกิโลเมตร และ k คือค่าตามชั้นงาน เช่น FGCS ชั้นที่สามใช้ k = 12 mm
การจดสมุดสนามสำหรับการเดินไป-กลับควรแยกคอลัมน์หรือแยกหน้าสำหรับขาไปและขากลับ ระบุหมุดต้นและปลายของแต่ละช่วงให้ตรงกันทั้งสองเที่ยว และสรุปผลต่าง d ของทุกช่วงไว้ในตารางเดียว ผู้ตรวจงานจะเห็นได้ทันทีว่าช่วงใดผ่านเกณฑ์ ช่วงใดต้องวัดซ้ำ และค่าเฉลี่ยใดถูกนำไปใช้ต่อ
ทฤษฎี: เมื่อกล้องหรือจุดเปลี่ยน (Turning Point) ทรุดตัวระหว่างอ่านหลังกับอ่านหน้า ผลต่างระดับที่ได้จะเอียงไปทางเดียวกับทิศการเดินเสมอ ถ้าเดินไปและกลับ ผลนี้จะปรากฏในผลต่าง d แต่หักล้างกันในค่าเฉลี่ย
ΔHmean = (ΔHfwd − ΔHbwd) / 2
หลักการ: การเดินไป-กลับใช้เวลาภาคสนามราวสองเท่าของเที่ยวเดียว แต่ลดโอกาสต้องกลับไปวัดใหม่ทั้งแนว เพราะหาตำแหน่งความผิดพลาดได้ทันที
สำหรับงานที่ต้องวัดซ้ำเป็นประจำ เช่น การติดตามการทรุดตัว (Settlement Monitoring) ความคุ้มค่าของการเดินไป-กลับยิ่งชัด เพราะต้องแยกการเคลื่อนตัวจริงของหมุดออกจากความคลาดเคลื่อนของการวัด ซึ่งทำได้ยากถ้าแต่ละรอบมีเพียงค่าเที่ยวเดียว
บางโครงการใช้วิธีผสม คือเดินเที่ยวเดียวสำหรับงานวางระดับประจำวัน แต่เดินไป-กลับเฉพาะตอนสร้างหรือตรวจหมุดหลักฐาน วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาโดยที่ค่าระดับอ้างอิงของทั้งโครงการยังเชื่อถือได้ ควรกำหนดรอบตรวจหมุดหลักฐานซ้ำไว้ในแผนงาน เช่น ทุกเดือน หรือทุกครั้งหลังมีงานขุดหรืองานเสาเข็มใกล้หมุด