Backsight แบบพิกัด vs แบบมุมทิศ ใน Total Station เลือกแบบไหนเหมาะงาน

Last updated: 2 พ.ย. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Backsight แบบพิกัด vs แบบมุมทิศ ใน Total Station เลือกแบบไหนเหมาะงาน

ทุกครั้งที่ตั้งกล้อง Total Station บนหมุดที่ทราบค่าพิกัด (Occupied Station) กล้องยังไม่รู้ว่าทิศเหนือของระบบพิกัดอยู่ทางไหน จนกว่าจะเล็งไปยังเป้าหลัง (Backsight) และกำหนดค่ามุมทิศ (Azimuth) ให้วงกลมราบ ขั้นตอนนี้เรียกว่าการวางทิศ (Orientation) ซึ่งเครื่องส่วนใหญ่ให้เลือกได้สองแบบ คือ Backsight แบบพิกัด (Backsight by Coordinates) และ Backsight แบบมุมทิศ (Backsight by Azimuth) ทั้งสองแบบให้ผลเหมือนกันถ้าข้อมูลถูกต้อง แต่ต่างกันมากในเรื่องข้อมูลที่ต้องเตรียม และโอกาสตรวจพบความผิดพลาด บทความนี้เปรียบเทียบทีละประเด็นเพื่อให้เลือกใช้ได้ตรงกับงาน

1. หลักการร่วม: ทั้งสองแบบคือการตั้งค่ามุมทิศให้วงกลมราบ

ทฤษฎี: เมื่อทราบพิกัดจุดตั้งกล้อง (EST, NST) และพิกัดเป้าหลัง (EBS, NBS) มุมทิศของแนวเล็งคำนวณได้จาก

Az = atan2(ΔE, ΔN)  เมื่อ  ΔE = EBS − EST และ ΔN = NBS − NST

Backsight แบบพิกัดให้เครื่องคำนวณ Az จากสูตรนี้เอง ส่วน Backsight แบบมุมทิศให้ผู้ใช้ป้อนค่า Az เข้าไปโดยตรง เมื่อเล็งเป้าหลังแล้วกดยืนยัน เครื่องจะตั้งค่ามุมราบที่อ่านได้ให้เท่ากับ Az และทุกจุดที่วัดหรือวางผังหลังจากนั้นจะอ้างอิงทิศเดียวกัน

  • Procedure: ไม่ว่าจะใช้แบบใด ให้ตั้งกล้องตรงศูนย์และระดับให้ดีก่อน ป้อนพิกัดและความสูงกล้อง (Instrument Height) ให้ครบ แล้วเล็งที่จุดศูนย์กลางเป้าหลังให้แม่นที่สุด
  • Tolerance: มุมทิศที่เครื่องคำนวณต้องอยู่ในจตุภาค (Quadrant) ที่ถูกต้อง เช่น ถ้า ΔE เป็นบวกและ ΔN เป็นลบ มุมทิศต้องอยู่ระหว่าง 90° ถึง 180°
  • ข้อควรระวัง: การวางทิศผิดไม่ทำให้เครื่องแจ้งเตือน ทุกจุดที่วัดต่อจากนั้นจะหมุนผิดไปทั้งชุดโดยที่ระยะยังถูกต้อง จึงมองเห็นยากถ้าไม่มีการตรวจทาน

2. Backsight แบบพิกัด: ตรวจทานได้ทั้งมุมและระยะ

ทฤษฎี: เมื่อเป้าหลังมีพิกัด เครื่องรู้ทั้งมุมทิศและระยะราบที่ควรวัดได้ ระยะคำนวณคือ Dcalc = √(ΔE² + ΔN²) จึงตรวจได้ทันทีด้วยการวัดระยะไปที่ปริซึมเป้าหลัง

δD = Dmeas − Dcalc

  • ตัวอย่าง: พิกัดคำนวณระยะได้ 85.412 m วัดจริงได้ 85.418 m ผลต่าง 6 mm ถือว่าสอดคล้องสำหรับงานวางผังทั่วไป แต่ถ้าผลต่างเป็นหลักเดซิเมตร แปลว่าพิกัดหมุด ค่าคงที่ปริซึม หรือหมุดที่เล็งไม่ใช่ตัวที่ตั้งใจ
  • Tolerance: เกณฑ์ผลต่างระยะควรตั้งจากข้อกำหนดของงานและความแม่นยำวัดระยะของเครื่อง ซึ่งผู้ผลิตมักระบุสำหรับโหมดปริซึมในช่วงประมาณ ±(1.5–3 mm + 2 ppm) รวมกับความคลาดเคลื่อนของพิกัดหมุดทั้งสอง
  • ข้อควรระวัง: ระวังการสลับลำดับ N และ E ตอนป้อนพิกัด และการใช้หมุดคนละระบบพิกัดหรือคนละโซน เช่น หมุดหนึ่งเป็นพิกัดท้องถิ่นของโครงการ อีกหมุดเป็นพิกัด UTM

ถ้าเป้าหลังมีค่าระดับด้วย ยังตรวจความสูงได้อีกชั้น โดยเทียบค่าระดับที่วัดได้กับค่าที่ทราบ ผลต่างที่มากผิดปกติมักมาจากการป้อนความสูงกล้องหรือความสูงเป้า (Target Height) ผิด ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในหน้างาน

3. Backsight แบบมุมทิศ: ยืดหยุ่นแต่ต้องหาวิธีตรวจทานเอง

ทฤษฎี: แบบมุมทิศใช้เมื่อทราบเพียงทิศของแนวอ้างอิง เช่น แนวศูนย์กลางถนนที่ออกแบบไว้ แนวที่สืบต่อมาจากงานวงรอบก่อนหน้า หรืองานในพิกัดท้องถิ่นที่กำหนดให้แนวหนึ่งเป็น 0°00′00″ เครื่องไม่รู้ระยะไปเป้าหลัง จึงไม่มีการตรวจระยะอัตโนมัติ

  • Procedure: ป้อนมุมทิศให้ตรงกับรูปแบบที่เครื่องตั้งไว้ เครื่องหลายรุ่นรับค่าองศา-ลิปดา-ฟิลิปดาในรูป 45.3020 ซึ่งหมายถึง 45°30′20″ ไม่ใช่ 45.302 องศา
  • Tolerance: หลังวางทิศ ควรวัดไปยังจุดตรวจ (Check Point) ที่ทราบตำแหน่งอย่างน้อยหนึ่งจุด แล้วเทียบพิกัดที่วัดได้กับค่าที่ทราบตามเกณฑ์ของโครงการ
  • ข้อควรระวัง: ตรวจหน่วยมุมในเมนูตั้งค่าก่อนเสมอ เครื่องที่ตั้งเป็นเกรด (gon) จะตีความตัวเลขต่างจากเครื่องที่ตั้งเป็นองศา และทิศที่ผิดเพียงเล็กน้อยจะไม่สะดุดตาจนกว่าจะวางผังไปไกล

4. ระยะเป้าหลังและความคลาดเคลื่อนตั้งศูนย์

ทฤษฎี: ความคลาดเคลื่อนตั้งศูนย์ (Centering Error) ของกล้องหรือของเป้าหลังทำให้ทิศผิดไปเป็นมุม ซึ่งประมาณได้จาก

ε″ ≈ (e / DBS) × ρ″  และ  q = L × ε″ / ρ″

เมื่อ e คือความคลาดเคลื่อนตั้งศูนย์ DBS คือระยะเป้าหลัง ρ″ = 206,265 และ q คือระยะเยื้องด้านข้างของจุดที่อยู่ห่างจากกล้องเป็นระยะ L

  • ตัวอย่าง: ตั้งศูนย์เป้าหลังคลาด 2 mm ที่ระยะ 25 m ทิศจะผิดราว 16.5″ ถ้าวางผังจุดที่ห่างออกไป 120 m จุดนั้นจะเยื้องด้านข้างราว 9.6 mm แต่ถ้าเป้าหลังอยู่ห่าง 150 m ทิศจะผิดเพียงราว 2.8″
  • Procedure: เลือกเป้าหลังที่ไกลกว่าจุดที่จะวางผังเมื่อทำได้ ใช้ฐานกล้อง (Tribrach) ที่ปรับตั้งเลนส์ส่องหมุดแล้ว และใช้ปริซึมบนขาตั้งแทนการถือหลักเล็งด้วยมือ
  • ข้อควรระวัง: ผลนี้เกิดกับทั้งสองแบบเท่ากัน การเลือกแบบพิกัดไม่ได้ช่วยลดความคลาดเคลื่อนตั้งศูนย์ เพียงแต่ช่วยให้ตรวจพบความผิดพลาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น

ความแม่นยำการวัดมุมของตัวกล้องเองก็มีผล ผู้ผลิตมักระบุความแม่นยำมุมของ Total Station ในช่วงประมาณ 1″ ถึง 7″ ตามรุ่น ค่าที่ใช้งานจริงควรยืนยันด้วยการทดสอบภาคสนามตามแนวทาง ISO 17123-5 หรือใบรับรองการสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตาม ISO/IEC 17025

5. เลือกแบบไหนให้เหมาะกับงาน

หลักการเลือก: ถ้ามีหมุดหลักฐานที่ทราบพิกัดอย่างน้อยสองหมุดมองเห็นกัน ควรใช้แบบพิกัดเป็นค่าเริ่มต้น เพราะได้การตรวจระยะและระดับมาโดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม แบบมุมทิศเหมาะกับงานที่มีเพียงแนวอ้างอิง งานพิกัดท้องถิ่น หรือการต่องานวงรอบที่ทราบมุมทิศจากชุดก่อนหน้า

  • งานวางผังอาคารและงานโครงสร้าง: ใช้แบบพิกัด และตรวจกับหมุดที่สามก่อนเริ่มวางผัง
  • งานต่อวงรอบ (Traverse): ใช้แบบมุมทิศได้ แต่ควรปิดเข้าหมุดที่ทราบค่าเพื่อตรวจมุมปิด
  • งานพิกัดท้องถิ่นขนาดเล็ก: ใช้แบบมุมทิศ โดยบันทึกให้ชัดว่าแนวใดกำหนดเป็น 0° เพื่อให้ทีมอื่นตั้งซ้ำได้
  • ข้อควรระวัง: ไม่ว่าเลือกแบบใด ให้ย้อนเล็งเป้าหลังซ้ำหลังทำงานไประยะหนึ่งหรือก่อนย้ายกล้อง ถ้ามุมราบที่อ่านได้เปลี่ยนไปจากค่าที่ตั้ง แสดงว่ากล้องหรือขาตั้งขยับ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้