Last updated: 4 ก.ย. 2569 | 6 จำนวนผู้เข้าชม |
งานถ่ายระดับในสนามบินต่างจากงานอาคารตรงที่พื้นที่กว้างมาก ระยะเดินยาว และเกณฑ์ความเรียบของผิวทางวิ่งเข้มกว่างานถนนทั่วไปหลายเท่า ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดที่งานอื่นไม่มี ทั้งช่วงเวลาเข้าพื้นที่ที่ถูกกำหนดตายตัว และไอร้อนเหนือผิวคอนกรีตที่ทำให้ภาพในกล้องสั่นจนอ่านค่าไม่ได้ในบางช่วงของวัน เจ็ดขั้นตอนต่อไปนี้เรียงตามลำดับที่ใช้จริง ตั้งแต่วางโครงข่ายจนถึงส่งมอบ
1. ขั้นที่ 1 และ 2 วางโครงข่ายหมุดควบคุมและกำหนดชั้นงาน
ขั้นที่หนึ่ง วางหมุดควบคุมระดับให้อยู่นอกเขตปฏิบัติการทั้งหมด ตำแหน่งที่เหมาะสมคือบนฐานรากอาคารเดิม บนแท่นคอนกรีตที่หล่อลงไปจนพ้นชั้นดินถม หรือบนโครงสร้างถาวรที่ไม่มีแผนรื้อ ต้องกระจายรอบพื้นที่อย่างน้อยสี่จุด และห้ามอยู่ในแนวที่กีดขวางการบินหรือเขตปลอดสิ่งกีดขวาง งานนี้ต้องประสานกับฝ่ายปฏิบัติการก่อนปักหมุดเสมอ
ขั้นที่สอง กำหนดชั้นงานให้ชัดตั้งแต่ต้น แล้วคำนวณเกณฑ์ค่าปิดที่ยอมรับได้จาก
C = k√K
โดย C คือค่าปิดที่ยอมให้มีได้เป็นมิลลิเมตร K คือระยะทางรวมเป็นกิโลเมตร และ k เป็นค่าประจำชั้นงาน งานสนามบินโดยทั่วไปกำหนดที่ชั้นสองประเภทสองซึ่งใช้ k เท่ากับ 8 มิลลิเมตร หรือเข้มกว่านั้นตามข้อกำหนดของโครงการ ต่างจากงานอาคารทั่วไปที่ชั้นสามใช้ k เท่ากับ 12 มิลลิเมตรก็เพียงพอ แนวทางการวางโครงข่ายควบคุมสำหรับงานสนามบินและงานก่อสร้างขนาดใหญ่มีอธิบายไว้ในคู่มือชุด USACE EM 1110 ซึ่งใช้เป็นแนวอ้างอิงได้ดี
ข้อควรระวัง: เกณฑ์ความลาดตามยาวและตามขวางของทางวิ่งกำหนดโดยหน่วยงานกำกับการบิน ต้องยึดตามเอกสารของโครงการนั้นโดยตรง อย่านำตัวเลขจากงานถนนมาใช้แทน
2. ขั้นที่ 3 ทดสอบกล้องก่อนเข้าพื้นที่
ขั้นที่สาม ทดสอบสมรรถนะกล้องระดับก่อนเริ่ม ไม่ใช่หลังเจอปัญหา ให้ทำ Two-Peg Test เพื่อหาความคลาดของแนวเล็ง แล้วทดสอบตามมาตรฐาน ISO 17123-2 ซึ่งกำหนดจำนวนการอ่านและวิธีคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานไว้ชัดเจน ทำให้ผลทดสอบก่อนงานกับหลังงานเทียบกันได้ตรง
สเปกที่ต้องตรวจว่าตรงกับชั้นงานคือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อการเดินไปกลับ 1 กิโลเมตร รุ่นงานก่อสร้างทั่วไปอยู่ราว 1.5 ถึง 2.5 มิลลิเมตร ซึ่งมักไม่พอสำหรับชั้นสอง ส่วนรุ่นงานละเอียดอยู่ราว 0.7 ถึง 1.0 มิลลิเมตร กำลังขยายควรอยู่ที่ 30 เท่าขึ้นไปสำหรับระยะส่องยาว และช่วงชดเชยของตัวชดเชยอยู่ราว 8 ถึง 15 ลิปดา
ข้อควรระวัง: เก็บผลทดสอบไว้เป็นเอกสาร เพราะงานสนามบินมักต้องแนบใบรับรองเครื่องมือให้ผู้ว่าจ้าง ซึ่งต้องมาจากห้องปฏิบัติการที่มีระบบคุณภาพตาม ISO/IEC 17025 พร้อมค่าความไม่แน่นอนของการวัด
3. ขั้นที่ 4 และ 5 เดินวงหลักและเก็บค่าบนผิวทาง
ขั้นที่สี่ เดินวงหลักเชื่อมหมุดควบคุมทั้งหมดเป็นวงปิด คุมผลต่างระหว่างระยะหลังกับระยะหน้าในแต่ละสถานีไม่เกิน 5 เมตร และคุมผลต่างสะสมตลอดสายไม่เกิน 10 เมตร ระยะส่องต่อสถานีไม่ควรเกิน 30 ถึง 40 เมตรในงานชั้นสอง แม้กล้องจะส่องได้ไกลกว่านั้นมาก เพราะข้อจำกัดจริงอยู่ที่อากาศ ไม่ใช่ที่เลนส์
ขั้นที่ห้า เก็บค่าระดับบนผิวทางเป็นตารางกริดหรือหน้าตัดตามที่โครงการกำหนด ระยะห่างของจุดเก็บมักอยู่ในช่วงห้าถึงยี่สิบห้าเมตรตามความละเอียดที่ต้องการ ใช้ความสัมพันธ์พื้นฐานสองบรรทัดนี้ตลอดงาน
ความสูงแนวเล็ง = ระดับหมุดอ้างอิง + ค่าอ่านไม้หลัง
ค่าอ่านที่ต้องได้ = ความสูงแนวเล็ง - ระดับที่ออกแบบไว้
วิธีนี้ทำให้การตรวจว่าจุดใดสูงหรือต่ำกว่าแบบเหลือขั้นตอนเดียว และลดโอกาสบวกลบสลับเครื่องหมายซึ่งเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
ข้อควรระวังเรื่องไอร้อน: แนวเล็งต้องสูงจากผิวพื้นอย่างน้อย 0.5 เมตรตลอดแนว เพราะชั้นอากาศติดผิวคอนกรีตหรือยางมะตอยมีอุณหภูมิต่างจากอากาศด้านบนมาก ทำให้แสงหักเหและค่าที่อ่านได้เพี้ยนเป็นระบบ ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเช้าตรู่กับช่วงเย็น ส่วนกลางวันที่แดดจัดควรหยุดเก็บค่าบนผิวทาง
4. ขั้นที่ 6 ตรวจค่าปิดและปรับแก้
ขั้นที่หก คำนวณค่าปิดทันทีที่เดินครบวง แล้วเทียบกับเกณฑ์ที่คำนวณไว้ในขั้นที่สอง ถ้าผ่าน ให้กระจายค่าตามระยะทางของแต่ละสาย ถ้าไม่ผ่าน ห้ามกระจาย ต้องกลับไปหาว่าสถานีใดผิด วิธีค้นที่เร็วคือแบ่งครึ่งสาย แล้วตรวจค่าที่หมุดกลางเทียบกับค่าที่คำนวณจากทั้งสองทิศทาง
สำหรับโครงข่ายที่มีหลายวงและหมุดควบคุมหลายตัว การกระจายทีละวงจะให้คำตอบที่ขัดกันเอง ควรใช้การปรับแก้ทั้งโครงข่ายพร้อมกันแทน โดยให้น้ำหนักแต่ละสายเป็นส่วนกลับของระยะทาง
ข้อควรระวัง: ค่าปิดที่ผ่านเกณฑ์บอกได้เพียงว่าไม่มีความผิดพลาดหยาบ ไม่ได้รับประกันว่าหมุดต้นทางถูกต้อง ควรผูกเข้ากับหมุดหลักฐานภายนอกอย่างน้อยหนึ่งจุดเสมอ
5. ขั้นที่ 7 ส่งมอบและติดตามการทรุดตัว
ขั้นที่เจ็ด ส่งมอบพร้อมข้อมูลที่ตรวจย้อนกลับได้ เอกสารที่ควรมีคือ ค่าระดับของหมุดควบคุมทุกจุด ค่าปิดของแต่ละวง วิธีปรับแก้ที่ใช้ ผลทดสอบกล้องก่อนและหลังงาน และตารางค่าระดับบนผิวทางพร้อมผลต่างจากแบบ
สิ่งที่มักถูกลืมคือการวางแผนตรวจซ้ำ พื้นที่สนามบินรับน้ำหนักซ้ำ ๆ ตลอดอายุการใช้งาน หมุดควบคุมบนดินถมและผิวทางเองมีการทรุดตัวต่อเนื่อง ควรกำหนดรอบตรวจซ้ำไว้ในเอกสารส่งมอบ และใช้ชุดกล้องกับวิธีเดิมทุกครั้งเพื่อให้ค่าที่ได้เทียบกันได้จริง แนวคิดนี้ตรงกับหลักของ FIG ที่ถือว่าคุณภาพงานรังวัดวัดกันที่กระบวนการควบคุมทั้งชุด ไม่ใช่ที่ตัวเลขครั้งเดียว