วิธีรังวัดพิกัดใต้ท้องสะพานด้วยโหมด Non-Prism อย่างมือโปร
การรังวัดพิกัด N, E, Z ใต้ท้องสะพาน (Soffit) ด้วยโหมด Non-Prism (Reflectorless) ช่วยให้เก็บข้อมูลได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสี่ยงปีนป่ายไปตั้งเป้าปริซึม แต่เนื่องจากใต้สะพานมักมืด มีมุมเฉียง และมีสิ่งกีดขวาง ช่างสำรวจจึงต้องใช้ 4 เทคนิคนี้เพื่อควบคุมความแม่นยำ
1. 4 เทคนิคคุมความแม่นยำหน้างาน
- คุมมุมปะทะเลเซอร์ (Incident Angle) : ห้ามตั้งกล้องใกล้สะพานเกินไป เพราะลำแสงเลเซอร์จะทำมุมเฉียงมากจนจุดเลเซอร์ (Laser Spot) ยืดเป็นวงรีและสะท้อนหนี ให้ตั้งกล้องห่างออกมาในระยะที่ลำแสงวิ่งตัดปะทะท้องสะพานในแนว ตั้งฉาก มากที่สุดเพื่อการสะท้อนกลับที่ดี
- เปิดไฟส่องเส้นใยกล้อง (Illumination) : บริเวณใต้สะพานมักเป็นมุมอับแสงและมืด ทำให้มองเห็นเส้นกากบาทสีดำได้ยาก ให้เปิดระบบไฟส่องสว่างเส้นใยกล้อง เพื่อเปลี่ยนกากบาทเป็น สีแดงเรืองแสง ช่วยให้เล็งตัดผิวคอนกรีตได้เป๊ะแม่นยำ
- เช็กจุดตกเลเซอร์ (Visible Pointer) : ใต้สะพานมักมีสายไฟ สายสื่อสาร หรือป้ายจราจรบังแนวสายตา ให้เปิดและสังเกต จุดเลเซอร์สีแดง เสมอว่าตกอยู่บนเนื้อคอนกรีตจุดที่ต้องการจริง ไม่ได้แฉลบโดนสิ่งกีดขวางด้านหน้า
- ใช้ฟังก์ชัน Offset ชดเชยความหนา : หากต้องการค่าระดับผิวถนนด้านบนสะพาน แต่ยิงได้แค่ใต้ท้องสะพาน ให้ดูความหนาโครงสร้างจากแบบ แล้วใช้ฟังก์ชัน Offset ป้อนค่าชดเชยแนวดิ่ง เพื่อให้กล้องบันทึกค่าพิกัดด้านบนได้ทันที
2. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Step-by-Step)
- ตั้งพิกัดกล้อง : ตั้งกล้องและรังวัด Backsight หรือทำ Resection ยึดพิกัดสถานีให้เรียบร้อย
- สลับโหมดเป้า : เปลี่ยนประเภทเป้าจาก Prism ให้เป็น Non-Prism (NP) [สำคัญมาก: หากลืมเปลี่ยน ค่าระยะจะเพี้ยนทันที]
- เล็งและยิง : ส่องกล้องไปยังจุดใต้ท้องสะพาน เปิดไฟเส้นใยเช็กจุดตกเลเซอร์ แล้วกด Meas
- บันทึกค่า : รีเช็กพิกัดบนหน้าจอว่าสมเหตุสมผล แล้วกดบันทึก (Record) ลง Job งาน
ข้อเตือนใจหน้างาน : โหมด Non-Prism ใช้กำลังส่งเลเซอร์สูงและ กินพลังงานแบตเตอรี่มากกว่าปกติ ช่างสำรวจควรเตรียมแบตเตอรี่สำรองติดตัวให้พร้อมสำหรับการทำงานทั้งวัน