Reflectorless EDM: ขั้นตอนวัดระยะบนพื้นผิวต่างๆ ด้วย Total Station

อัพเดทล่าสุด: 29 พ.ค. 2026
13 ผู้เข้าชม

Reflectorless EDM (Electronic Distance Measurement) คือเทคโนโลยีที่ Total Station ส่งลำแสงเลเซอร์ไปยังเป้าหมายโดยตรง โดยไม่ต้องใช้ Prism สะท้อนแสง ช่วยให้ช่างสำรวจวัดระยะยังจุดที่เข้าถึงยาก เช่น ด้านหน้าอาคาร ผนังคอนกรีต ยอดเสา หรือพื้นผิวถนนที่ยังมีการจราจร อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำของการวัดขึ้นอยู่กับคุณสมบัติการสะท้อนแสง (Reflectivity) ของพื้นผิวเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ มาตรฐาน ISO 17123-4 กำหนดวิธีทดสอบคุณภาพของ EDM ทั้งแบบ Prism และ Reflectorless เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถประเมินความเชื่อถือได้ของค่าที่วัดได้

 

  1. หลักการทำงานของ Reflectorless EDM

Total Station แบบ Reflectorless ใช้เทคโนโลยี Phase-Shift หรือ Time-of-Flight ในการคำนวณระยะ สมการพื้นฐานของ Phase-Shift EDM คือ:

 

D = (λ/2) × (N + φ/2π)

 

โดยที่ D คือระยะทางที่วัดได้, λ คือความยาวคลื่นแสงที่ใช้, N คือจำนวนรอบเต็ม, และ φ คือเศษเฟส ความยาวคลื่นที่นิยมใช้อยู่ในช่วง 650-690 nm (แสงสีแดง) ซึ่งให้ Reflectivity ดีบนพื้นผิวสีอ่อน แต่ลดลงอย่างมีนัยบนพื้นผิวสีดำหรือพื้นผิวที่ดูดซับแสง

 

กล้อง Total Station ระดับสำรวจทั่วไปมีความแม่นยำ Reflectorless ที่ ±(3+2ppm×D) mm ถึง ±(5+3ppm×D) mm ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่น ขณะที่โหมด Prism ให้ความแม่นยำ ±(1-2mm+1ppm×D) ระยะสูงสุดในโหมด Reflectorless อยู่ในช่วง 80-500 m แล้วแต่สีพื้นผิว

 

2. ขั้นตอนเตรียมงานก่อนวัด Reflectorless

 

2.1 ตรวจสอบสภาพกล้อง ก่อนเริ่มงาน ตรวจเลนส์ส่งแสงเลเซอร์ให้สะอาด ปราศจากคราบน้ำมันหรือฝุ่น เพราะสิ่งแปลกปลอมบนเลนส์ลดความเข้มแสงได้ถึง 20-30% ทำให้ระยะวัดสั้นลง

 

2.2 ตั้งค่า EDM Mode เลือกโหมด "No Prism" หรือ "Reflectorless" ในเมนูกล้อง อย่าลืมตั้งค่า Prism Constant เป็น 0 mm เมื่อใช้ Reflectorless เพราะหากยังค้างค่า -30 mm หรือ +34.4 mm ของ Prism อยู่ จะเกิดค่าผิดพลาดในระยะสุดท้าย

 

2.3 ตั้งค่า Atmospheric Correction (ppm) วัดอุณหภูมิและความดันบรรยากาศ แล้วป้อนค่า ppm Correction ตามสูตร:

 

K = 281.8 - (0.29065 × P) / (1 + 0.003661 × T)

 

โดยที่ P คือความดัน (hPa) และ T คืออุณหภูมิ (°C) ค่า ppm ที่ผิดพลาด 1 หน่วยจะทำให้ระยะ 100 m ผิดพลาด 0.1 mm ซึ่งสำหรับงานสำรวจระดับ Class 1 นี่คือค่าที่มีนัยสำคัญ

 

3. ขั้นตอนวัดระยะบนพื้นผิวแต่ละประเภท

 

3.1 คอนกรีตและปูน (Concrete/Mortar) พื้นผิวนี้มี Reflectivity ระดับกลาง 20-60% กล้องวัดได้ที่ระยะ 100-300 m ขึ้นอยู่กับสีและความชื้น ข้อควรระวัง: พื้นผิวเปียกน้ำจะให้ค่าระยะสั้นลง 5-15 mm เนื่องจากแสงสะท้อนแบบกระจาย (Diffuse Reflection) เพิ่มขึ้น แนะนำให้วัดซ้ำ 3 ครั้งและใช้ค่าเฉลี่ย หากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เกิน 5 mm ให้ถือว่าผลไม่น่าเชื่อถือ

 

3.2 โลหะและกระจก (Metal/Glass) พื้นผิวโลหะขัดเงาให้ Specular Reflection ที่รุนแรง ทำให้แสงไม่สะท้อนกลับเข้าเซนเซอร์หากมุมตกกระทบเกิน 5-10 องศา วิธีแก้คือวัดในมุมที่ใกล้เคียง Perpendicular (90°) กับพื้นผิวให้มากที่สุด หรือหากจำเป็นให้ติดแผ่นสติกเกอร์สะท้อนแสง (Reflective Target) เพื่อปรับเป็นโหมด Mini Prism แทน

 

3.3 พื้นดิน ทราย และหญ้า (Earth/Sand/Grass) พื้นผิวนี้มี Reflectivity ต่ำ 5-15% และสะท้อนแสงแบบกระจาย ระยะวัดสูงสุดในโหมด Reflectorless มักไม่เกิน 80-120 m สำหรับดินทั่วไป ข้อควรระวัง: เมื่อวัดมุมต่ำ (Vertical Angle < 30°) ลำแสงเลเซอร์อาจกระทบพื้นผิวกว้างขึ้น ทำให้เกิด Mixed Return Signal จากวัตถุข้างเคียง ซึ่งบิดเบือนค่าระยะได้ 10-50 mm

 

3.4 ไม้และพลาสติก (Wood/Plastic) พื้นผิวไม้ดิบให้ Reflectivity ประมาณ 20-40% ส่วนพลาสติกสีขาวสูงถึง 50-70% วัดได้ที่ระยะ 100-200 m ระวังพลาสติกโปร่งแสงที่แสงอาจทะลุผ่านและสะท้อนจากพื้นผิวหลัง ทำให้ค่าระยะมากกว่าความเป็นจริง

 

4. การตรวจสอบคุณภาพการวัดและการยอมรับค่า

 

ใช้หลัก Two-Point Check โดยวัดจุดควบคุม (Control Point) ที่ทราบพิกัดแน่นอนก่อนและหลังชุดการวัด Reflectorless หากค่าที่ได้ต่างจากพิกัดจริงเกิน 10 mm ให้ตรวจสอบการตั้งกล้องและ Atmospheric Correction ก่อนยอมรับผล

 

สำหรับงาน As-Built Survey ตาม USACE EM 1110-1-1005 กำหนดความคลาดเคลื่อนเชิงเส้น (Linear Closure Error) ไม่เกิน 1:5,000 สำหรับงานทั่วไป การใช้ Reflectorless บนพื้นผิวที่ Reflectivity ต่ำอาจทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนสูงกว่านี้ ควรบันทึกหมายเหตุในรายงานสำรวจว่าจุดใดวัดด้วยโหมดใด

 

5. ข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องระวังในภาคสนาม

 

5.1 อุณหภูมิสูงและ Heat Haze ในเวลาบ่ายที่อุณหภูมิสูง การบิดเบือนของอากาศ (Atmospheric Refraction) เพิ่มขึ้น ทำให้ระยะวัด Reflectorless ผิดพลาดมากกว่าปกติ 2-3 เท่า แนะนำวัดก่อน 10.00 น. หรือหลัง 16.00 น.

 

5.2 สีของพื้นผิว พื้นผิวสีดำสนิทดูดซับแสงเลเซอร์ ทำให้วัดไม่ได้หรือค่าผิดพลาดสูง ในขณะที่พื้นผิวสีขาวหรือสีเหลืองสะท้อนได้ดีที่สุด

 

5.3 มุมตกกระทบ (Angle of Incidence) มุมตกกระทบที่ > 60° จากแนวตั้งฉากพื้นผิวลด SNR (Signal-to-Noise Ratio) อย่างมีนัยสำคัญ ควรวางแผนตำแหน่งกล้องให้มุม Incidence < 45° เสมอ

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
บทบาทและความสำคัญของจุด Backsight ในกล้อง Total Station
การใช้กล้อง Total Station ในงานสำรวจและวัดค่าทางภูมิศาสตร์ต้องอาศัยความแม่นยำและความถูกต้อง จุด Backsight (BS) เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญในการบรรลุความแม่นยำนี้ บทความนี้จะอธิบายความหมาย บทบาท และวิธีการใช้งานจุด Backsight เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจและสามารถใช้งานกล้อง Total Station ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8 ส.ค. 2024
การกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP54 กับ IP66 ต่างกันอย่างไร?
อุปกรณ์สำรวจภาคสนาม เช่น กล้องระดับ, กล้องวัดมุม หรือ Total Station มักถูกใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีทั้ง ฝุ่น, ดิน, น้ำฝน และความชื้น
22 ก.ย. 2025
การตั้งค่า EDM ในกล้องสำรวจก่อนการใช้งาน มีประโยชน์อย่างไร?
ก่อนจะเริ่มงานภาคสนาม นักสำรวจจำเป็นต้องตรวจสอบและตั้งค่ากล้องให้เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่อง หน้าเป้า (Prism Constant) และ โหมด EDM
1 ต.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy