Last updated: 3 ก.ย. 2569 | 5 จำนวนผู้เข้าชม |
ความคลาดเคลื่อนของแกนราบ (Trunnion Axis Tilt) เป็นความคลาดชนิดที่ซ่อนตัวได้ดีที่สุดในบรรดาความคลาดของกล้องประมวลผลรวม เพราะมันไม่โผล่เลยเมื่อส่องเป้าในแนวราบ งานวงรอบและงานเก็บรายละเอียดบนพื้นราบจึงผ่านเกณฑ์ตามปกติ แต่ทันทีที่ต้องส่องขึ้นหรือลงในมุมชัน เช่น ตรวจแนวเสาอาคารสูง วางแนวปั้นจั่น หรือถ่ายค่าลงบ่อลึก ค่าที่ได้จะเริ่มเพี้ยนไปทีละน้อยโดยไม่มีสัญญาณเตือน ขั้นตอนต่อไปนี้ใช้ตรวจได้เองด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว
ทำความเข้าใจกลไกก่อนลงมือ
กล้องประมวลผลรวมมีแกนหลักสามแกนที่ต้องตั้งฉากกันตามอุดมคติ ได้แก่ แกนดิ่ง (Vertical Axis) ที่ต้องดิ่งจริง แกนราบหรือแกนหมุนกล้อง (Trunnion Axis) ที่ต้องตั้งฉากกับแกนดิ่ง และแนวเล็ง (Line of Sight) ที่ต้องตั้งฉากกับแกนราบ เมื่อแกนราบเอียงไปจากแนวตั้งฉากเป็นมุม i ผลที่เกิดกับทิศทางราบจะเป็น
ค่าคลาดของทิศทางราบ = i × tan(มุมดิ่งจากแนวราบ)
สมการนี้อธิบายทุกอย่าง เมื่อส่องในแนวราบ มุมดิ่งเป็นศูนย์ ค่า tan เป็นศูนย์ ความคลาดจึงหายไปหมด แต่เมื่อส่องขึ้นทำมุม 45 องศา ค่า tan เท่ากับ 1 ความคลาดจะเท่ากับ i เต็ม ๆ และถ้าส่องชันถึง 60 องศา ค่า tan เท่ากับ 1.73 ความคลาดจะขยายเป็นเกือบสองเท่าของ i
ข้อควรระวังสำคัญ: กล้องรุ่นใหม่จำนวนมากมีระบบชดเชยสองแกน (Dual-Axis Compensator) ซึ่งชดเชยการที่แกนดิ่งไม่ดิ่งจริงได้ แต่ไม่ได้ชดเชยความเอียงของแกนราบ คนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง อย่าเข้าใจผิดว่ามีตัวชดเชยแล้วไม่ต้องตรวจ
1. ขั้นที่ 1 และ 2 เลือกสถานที่และตั้งกล้อง
ขั้นที่หนึ่ง เลือกผนังอาคารหรือกำแพงสูงที่มีจุดเป้าเด่นชัดอยู่ด้านบน จุดนั้นควรทำมุมดิ่งจากกล้องไม่น้อยกว่า 30 องศา ยิ่งชันยิ่งตรวจได้ละเอียด และต้องมองเห็นพื้นผิวแนวดิ่งด้านล่างของจุดนั้นได้ตลอดแนวเพื่อทำเครื่องหมาย
ขั้นที่สอง ตั้งกล้องห่างจากผนังราว 20 ถึง 30 เมตร บนพื้นแข็ง ปรับระดับให้สมบูรณ์ทั้งฟองกลมและฟองอิเล็กทรอนิกส์ แล้วปล่อยให้กล้องปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิอย่างน้อยสิบนาทีก่อนเริ่ม
ข้อควรระวัง: ระยะที่ใกล้เกินไปทำให้มุมดิ่งชันจนอ่านยาก ส่วนระยะไกลเกินไปทำให้มุมดิ่งแบนจนความคลาดไม่แสดงตัว ช่วง 20 ถึง 30 เมตรกับมุม 30 ถึง 45 องศาเป็นจุดสมดุลที่ใช้ได้กับหน้างานส่วนใหญ่
2. ขั้นที่ 3 และ 4 ทำเครื่องหมายทั้งสองหน้ากล้อง
ขั้นที่สาม ใช้หน้ากล้องซ้าย ส่องไปที่จุดเป้าด้านบนให้เส้นกากบาททับพอดี ล็อกจานราบไว้ไม่ให้ขยับ จากนั้นหมุนกล้องลงมาจนแนวเล็งเกือบราบ แล้วทำเครื่องหมายบนผนังตรงตำแหน่งที่เส้นกากบาทชี้ เรียกจุดนี้ว่าจุดที่หนึ่ง
ขั้นที่สี่ กลับหน้ากล้องเป็นหน้าขวา ส่องกลับไปที่จุดเป้าเดิมด้านบนอีกครั้ง ล็อกจานราบ แล้วหมุนลงมาที่ระดับเดียวกันกับครั้งแรก ทำเครื่องหมายอีกจุดหนึ่ง เรียกว่าจุดที่สอง
ข้อควรระวัง: ต้องหมุนลงมาที่ระดับเดียวกันทั้งสองครั้ง ถ้าระดับต่างกันมาก การวัดระยะห่างระหว่างสองจุดจะไม่ได้อยู่บนเส้นราบเดียวกัน ทำให้ค่าที่คำนวณผิดไป และห้ามแตะสกรูปรับระดับหรือขาตั้งระหว่างขั้นตอนทั้งหมดโดยเด็ดขาด
3. ขั้นที่ 5 คำนวณค่าและเทียบกับเกณฑ์
ถ้าจุดที่หนึ่งกับจุดที่สองทับกันสนิท แสดงว่าแกนราบตั้งฉากกับแกนดิ่งดีอยู่แล้ว ถ้าแยกกัน ให้วัดระยะห่างตามแนวราบระหว่างสองจุด เรียกว่า d แล้วคำนวณ
i (ฟิลิปดา) = d × 206265 ÷ (2 × D × tan(มุมดิ่ง))
โดย D คือระยะราบจากกล้องถึงผนัง หน่วยของ d กับ D ต้องเป็นหน่วยเดียวกัน ตัวเลข 206265 คือจำนวนฟิลิปดาในหนึ่งเรเดียน และตัวหาร 2 มาจากการที่ความคลาดแสดงตัวเป็นสองเท่าเมื่อเทียบสองหน้ากล้อง
ตัวอย่าง วัดได้ d เท่ากับ 6 มิลลิเมตร ที่ระยะ 30 เมตร มุมดิ่ง 40 องศา จะได้ i ประมาณ 25 ฟิลิปดา
เกณฑ์อ้างอิง: กล้องที่ออกจากโรงงานปกติมีค่านี้อยู่ในระดับไม่กี่ฟิลิปดา ในทางปฏิบัติ ถ้าค่าที่คำนวณได้เกินราวสามเท่าของความแม่นยำเชิงมุมที่ผู้ผลิตประกาศ ควรถือว่าผิดปกติ เช่น กล้องระดับ 2 ฟิลิปดา ค่าเกิน 6 ฟิลิปดาก็ควรจัดการแล้ว
4. ขั้นที่ 6 ตัดสินใจว่าจะปรับในเครื่องหรือส่งสอบเทียบ
กล้องประมวลผลรวมส่วนใหญ่มีเมนูปรับแก้ในตัว มักอยู่ในหมวดการตรวจสอบและปรับแก้ ซึ่งจะให้ส่องเป้าเดียวกันสองหน้ากล้องแล้วบันทึกค่าชดเชยไว้ในหน่วยความจำ วิธีนี้ใช้ได้ผลเมื่อค่าที่ตรวจได้ยังไม่มากเกินไปและเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงซอฟต์แวร์
แต่ถ้าค่าที่ได้โตขึ้นเรื่อย ๆ ในการตรวจแต่ละครั้ง หรือเมนูปรับแก้ไม่ยอมรับค่าที่ป้อน แสดงว่าเป็นปัญหาเชิงกลของแบริ่งแกนราบหรือโครงสร้างภายใน ซึ่งต้องเปิดปรับด้วยเครื่องมือเฉพาะ ไม่ใช่งานที่ทำเองหน้างานได้
มาตรฐาน ISO 17123-5 กำหนดวิธีทดสอบภาคสนามสำหรับกล้องประมวลผลรวมไว้เป็นลำดับขั้นชัดเจน ทั้งจำนวนชุดการวัดและวิธีคำนวณค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทำให้ผลทดสอบแต่ละครั้งเทียบกันได้และเห็นแนวโน้มการเสื่อมสภาพ ส่วนงานที่ต้องแนบเอกสารรับรองเครื่องมือให้ผู้ว่าจ้าง ต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีระบบคุณภาพตาม ISO/IEC 17025 ซึ่งจะระบุค่าความไม่แน่นอนของการวัดมาให้ด้วย