กรณีศึกษา Traverse Adjustment ด้วย Least Squares ในงานหมู่บ้านจัดสรร

Last updated: 7 ส.ค. 2569  |  22 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กรณีศึกษา Traverse Adjustment ด้วย Least Squares ในงานหมู่บ้านจัดสรร

โครงการหมู่บ้านจัดสรรขนาด 42 ไร่ ย่านคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ต้องการหมุดควบคุมงานก่อสร้าง (Control Point) จำนวน 18 หมุด เพื่อรองรับการวางผังถนนโครงการ ระบบระบายน้ำ และการวางผังฐานรากบ้าน 96 หลัง ทีมสำรวจเดินวงรอบด้วยกล้องประมวลผลรวม (Total Station) แล้วปรับแก้ด้วยกฎเข็มทิศ (Compass Rule) ตามที่เคยทำมาตลอด แต่เมื่อนำค่าพิกัดที่ได้ไปเทียบกับหมุดอ้างอิงเดิมของโครงการที่มีอยู่ 3 หมุด กลับพบความคลาดเคลื่อนเชิงตำแหน่งเกินเกณฑ์ที่ผู้ควบคุมงานยอมรับ บทความนี้จึงถอดบทเรียนการเปลี่ยนวิธีปรับแก้มาเป็นการปรับแก้แบบกำลังสองน้อยที่สุด (Least Squares Adjustment) ว่าทำอย่างไร ได้ผลต่างกันเท่าใด และมีข้อควรระวังอะไรสำหรับทีมสำรวจที่ทำงานหน้างานจริง

 

  1. สภาพหน้างานและจุดที่ Compass Rule เริ่มไม่เพียงพอ

กฎเข็มทิศ หรือ Bowditch Rule กระจายค่าคลาดเคลื่อนบรรจบ (Misclosure) ตามสัดส่วนความยาวด้าน โดยค่าปรับแก้ของด้านที่ i คำนวณจาก

 

C(i) = - ( L(i) / ΣL ) x E

 

เมื่อ C(i) คือค่าปรับแก้ของด้านที่ i, L(i) คือความยาวด้านนั้น, ΣL คือความยาวรวมของวงรอบ และ E คือค่าคลาดเคลื่อนบรรจบในแนวแกนนั้น สมมติฐานเบื้องหลังคือความคลาดเคลื่อนของมุมและระยะมีขนาดใกล้เคียงกัน และวงรอบเป็นวงรอบเดี่ยว (Single Loop) ที่ผูกยึดกับหมุดควบคุมเพียงต้นทางและปลายทาง

 

แต่โครงข่ายของโครงการนี้เป็นโครงข่ายที่มีวงรอบย่อยซ้อนกัน 3 วง และผูกยึด (Constrain) กับหมุดอ้างอิงเดิมถึง 3 หมุดที่กระจายอยู่คนละมุมของพื้นที่ นอกจากนี้ด้านบางด้านยาวเพียง 38 เมตรเพราะติดแนวรั้วเดิม ขณะที่บางด้านยาวถึง 310 เมตรตามแนวถนนสายหลัก ความไม่สมมาตรนี้ทำให้การกระจายค่าตามสัดส่วนความยาวผลักค่าคลาดเคลื่อนไปกองที่ด้านยาวมากเกินความเป็นจริง

 

ข้อควรระวัง เมื่อโครงข่ายมีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) มากกว่าหนึ่งเส้นทาง การปรับแก้เชิงเรขาคณิตอย่าง Compass Rule จะให้คำตอบที่ปิดวงได้ก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในเชิงสถิติ และไม่ให้ค่าประมาณความน่าเชื่อถือของหมุดแต่ละจุดออกมาเป็นตัวเลข

 

2. การเก็บข้อมูลภาคสนามให้พร้อมสำหรับการปรับแก้

 

การปรับแก้แบบกำลังสองน้อยที่สุดจะให้ผลดีก็ต่อเมื่อข้อมูลดิบมีคุณภาพ ทีมงานจึงกำหนดขั้นตอนเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมด โดยวัดมุมสองหน้ากล้อง (Face Left และ Face Right) สถานีละ 2 ชุด เพื่อหักล้างความคลาดเคลื่อนเชิงระบบจาก Horizontal Collimation Error และ Vertical Index Error ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับแก้

 

สมุดสนามต้องบันทึกอุณหภูมิและความกดอากาศทุกช่วงเช้า-บ่าย-เย็น เพื่อใส่ค่าชดเชยอุณหภูมิและความดัน (Atmospheric Correction) เป็นค่า ppm ที่ถูกต้อง การละเลยจุดนี้ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยทำให้ระยะทุกด้านเบี้ยงไปทางเดียวกัน ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนเชิงระบบ (Systematic Error) ที่ Least Squares ไม่สามารถกำจัดให้ได้

 

เกณฑ์อ้างอิงด้านเครื่องมือ กล้อง Total Station ที่จำหน่ายในตลาดปัจจุบันมีความละเอียดเชิงมุม (Angular Accuracy) อยู่ในช่วงประมาณ 1 ถึง 7 พิลิปดา และความถูกต้องของระบบวัดระยะอิเล็กทรอนิกส์ (EDM) ในโหมดปริซึมมักระบุเป็นช่วงประมาณ บวกลบ (1 ถึง 2 มิลลิเมตร + 2 ppm x D) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่จะนำไปใช้เป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (a priori standard deviation) ในขั้นตอนถัดไป ข้อสำคัญคือค่าเหล่านี้ต้องมาจากการทดสอบตามกระบวนการภาคสนามของ ISO 17123-3 สำหรับการวัดมุม และ ISO 17123-4 สำหรับการวัดระยะ ไม่ใช่การหยิบค่าจากแคตตาล็อกมาใส่ตรงๆ เพราะค่าในแคตตาล็อกคือสภาพห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่สภาพกลางแจ้งที่มีคลื่นความร้อน

 

3. หลักการ Least Squares เท่าที่ช่างสำรวจต้องใช้จริง

 

แนวคิดหลักคือการหาชุดค่าพิกัดที่ทำให้ผลรวมของกำลังสองของเศษเหลือ (Residual) ที่ถ่วงน้ำหนักแล้วมีค่าน้อยที่สุด เขียนเป็นเงื่อนไขได้ว่า

 

minimize: V^T P V

 

โดยมีสมการเงื่อนไขคือ V = A X - L และคำตอบของเวกเตอร์ค่าแก้คือ

 

X = ( A^T P A )^-1 A^T P L

 

เมื่อ A คือเมทริกซ์สัมประสิทธิ์จากการกระจายอนุกรมสมการเงื่อนไข, X คือเวกเตอร์ค่าแก้พิกัด, L คือเวกเตอร์ค่าสังเกตลบค่าคำนวน และ P คือเมทริกซ์น้ำหนัก ซึ่งในทางปฏิบัติกำหนดจาก P = 1 / σ^2 ของค่าสังเกตแต่ละตัว

 

ตัวชี้วัดคุณภาพที่สำคัญที่สุดคือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของหน่วยน้ำหนัก (Reference Standard Deviation) ที่คำนวณจาก

 

σ(0) = รากที่สองของ [ V^T P V / ( n - u ) ]

 

เมื่อ n คือจำนวนค่าสังเกตทั้งหมด และ u คือจำนวนค่าที่ต้องหา ผลต่าง n - u คือดีกรีของความอิสระ (Degrees of Freedom) หรือจำนวนข้อมูลส่วนเกิน โดยหลักการแล้วค่า σ(0) ที่เข้าใกล้ 1.0 แสดงว่าน้ำหนักที่ตั้งไว้สอดคล้องกับคุณภาพการวัดจริง

 

ข้อควรระวัง หาก σ(0) สูงกว่า 1.0 อย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุมักมาจากสองทาง คือมีค่าผิดพลาดขนาดใหญ่ (Blunder) ซ่อนอยู่ หรือตั้งน้ำหนักดีเกินจริง การไล่ค่าผิดพลาดควรทำก่อนเสมอ อย่าเพิ่มค่า σ ของการวัดเพื่อกดตัวเลขให้สวยขึ้น

 

4. ผลลัพธ์ก่อนและหลังการปรับแก้ที่หน้างานจริง

 

โครงข่ายสุดท้ายมีด้านทั้งหมด 21 ด้าน มุมราบ 21 มุม ความยาวรวม 2,180 เมตร ก่อนปรับแก้ ค่าคลาดเคลื่อนเชิงมุมของวงรอบหลักเท่ากับ 24 พิลิปดา ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่คำนวณจากสูตร E = k คูณรากที่สองของ n เมื่อ n คือจำนวนมุม และค่าคลาดเคลื่อนเชิงเส้น 0.041 เมตร คิดเป็นอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 53,000 จึงดูเหมือนงานจะผ่านสบาย

 

ปัญหาปรากฏเมื่อนำค่าที่ปรับด้วย Compass Rule ไปเทียบกับหมุดอ้างอิงเดิมอีกสองหมุดที่ไม่ได้ใช้เป็นจุดเริ่มต้น ผลต่างเชิงตำแหน่งอยู่ที่ 33 และ 29 มิลลิเมตร เกินเกณฑ์งานวางผังที่ผู้ควบคุมงานกำหนดไว้ที่ 20 มิลลิเมตร สาเหตุเพราะ Compass Rule ปรับได้ทีละเส้นทางเท่านั้น จึงบังคับให้ความผิดทั้งหมดไปจบที่หมุดปลายทาง แทนที่จะเฉลี่ยไปทั้งโครงข่าย

 

หลังจัดข้อมูลทั้งหมดเข้าซอฟต์แวร์ปรับแก้โครงข่ายแบบ Least Squares โดยกำหนดน้ำหนักมุมจาก σ เท่ากับ 3 พิลิปดา และน้ำหนักระยะจาก σ เท่ากับ 2 มิลลิเมตร บวก 2 ppm ตามผลทดสอบของกล้องตัวที่ใช้งานจริง ผลที่ได้คือ σ(0) เท่ากับ 1.08 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และวงรีความคลาดเคลื่อน (Error Ellipse) ของหมุดที่อ่อนที่สุดมีครึ่งแกนเอกเพียง 6 มิลลิเมตร เมื่อนำค่าพิกัดที่ปรับแล้วไปเทียบกับหมุดตรวจสอบ ผลต่างเหลือเพียง 9 และ 7 มิลลิเมตร

 

สิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเลขคือรายงานผลการปรับแก้ระบุค่าความเชื่อมั่นของหมุดแต่ละจุดเป็นรายตัว ทำให้ทีมงานรู้ว่าหมุดใดเหมาะใช้เป็นฐานการ Stake Out เสาเข็มและงานฐานราก และหมุดใดควรใช้เฉพาะงานที่ความละเอียดต่ำ เช่น งานขอบเขตหรืองานจัดสวน

 

5. ข้อควรระวังที่ทีมงานเจอจริงในโครงการนี้

 

ปัญหาแรกคือการผูกยึดกับหมุดเก่าทั้งสามหมุดพร้อมกันแบบ Fully Constrained ทำให้ σ(0) พุ่งสูงเกิน 2.6 เมื่อทดสอบด้วยการปรับแก้แบบอิสระ (Free Network Adjustment) ก่อน จึงพบว่าหมุดเก่าหมายเลขหนึ่งเคลื่อนจากตำแหน่งเดิมเพราะงานถมที่ บทเรียนคือต้องทำ Free Network ก่อนเสมอ เพื่อตรวจคุณภาพการวัดของตัวเองก่อน แล้วค่อยผูกยึดกับหมุดเก่าทีละจุด

 

อีกประเด็นที่คนมองข้ามคือสภาพขาตั้งกล้อง หมุดสองจุดที่ตั้งบนดินถมใหม่ของโครงการทรุดตัวหลังฝนตก ทำให้ค่าสังเกตชุดที่เก็บคนละวันไม่สอดคล้องกัน การใช้ขาตั้งแบบบังคับศูนย์ (Forced Centering) ด้วย Tribrach ชุดเดียวกันทั้งโครงข่าย ช่วยตัดความคลาดเคลื่อนจากการตั้งศูนย์ (Centering Error) ออกไปได้มาก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติที่ FIG และคู่มืองานสำรวจของ USACE EM 1110 แนะนำสำหรับโครงข่ายควบคุมงานก่อสร้าง

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้