วัดระยะอย่างไรเมื่อไม่มีเป้าปริซึม? ข้อดีและข้อจำกัด

อัพเดทล่าสุด: 13 ม.ค. 2026
5 ผู้เข้าชม

วัดระยะอย่างไรเมื่อไม่มีเป้าปริซึม ? ข้อดีและข้อจำกัด


     ในโลกของการสำรวจยุคใหม่ เทคโนโลยีการวัดระยะแบบไม่ใช้ปริซึม (Reflectorless Measurement) ได้เข้ามาเปลี่ยนเกมการทำงานภาคสนามไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ช่างสำรวจต้องส่งทีมงานถือเป้าปริซึมลุยไปในทุกจุดที่ต้องการพิกัด ปัจจุบันเราสามารถยิงเลเซอร์ตรงจากตัวกล้องเพื่อหาพิกัดได้ทันที

 
     แต่การใช้งานระบบนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจทั้ง "จุดแข็ง" และ "จุดอ่อน" เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด

 

  ข้อดี : ทำไมช่างสำรวจยุคใหม่ถึงขาดระบบนี้ไม่ได้?

  • ทลายขีดจำกัดเรื่องการเข้าถึงพื้นที่ : ระบบ Reflectorless ช่วยให้เราสามารถเก็บพิกัดในจุดที่ "คนเข้าไม่ถึง" หรือ "พื้นที่อันตราย" ได้อย่างง่ายดาย เช่น การวัดความสูงปลายเสาไฟฟ้า, การเก็บรายละเอียดหน้าผา, โครงสร้างใต้หลังคาโรงงาน หรือแม้แต่ผนังตึกฝั่งตรงข้ามที่เราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป
  • ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ : ลดความเสี่ยงของทีมงานสำรวจ (Prism Man) ไม่ต้องเดินข้ามถนนที่มีการจราจรคับคั่ง ไม่ต้องปีนป่ายโครงสร้างที่สูงชัน หรือเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูง
  • ความรวดเร็วและประหยัดต้นทุน : ในงานเก็บรายละเอียดบางประเภท ช่างสำรวจสามารถทำงานคนเดียวได้ (One-man Crew) ช่วยลดความเหนื่อยล้าและประหยัดเวลาในการรอจังหวะการเคลื่อนที่ของเป้าปริซึม
  • งานสถาปัตยกรรมที่ละเอียดอ่อน : เหมาะสำหรับการทำแผนที่อาคารเดิม (As-built) เพื่อการรีโนเวท ซึ่งเราสามารถส่องวัดตามขอบหน้าต่าง บัวปูนปั้น หรือจุดประดับสถาปัตยกรรมที่ติดตั้งเป้าปริซึมได้ยาก

 

  ข้อจำกัด : สิ่งที่ต้องระวังเพื่อให้งานไม่พลาด

   แม้จะสะดวกสบาย แต่ระบบ Reflectorless ก็มีข้อควรระวังที่อาจส่งผลต่อความแม่นยำดังนี้:

  • ระยะทางและแสงสว่าง : โดยทั่วไปจะมีระยะหวังผลสั้นกว่าการใช้ปริซึม (ประมาณ 300 - 800 เมตร ขึ้นอยู่กับรุ่นและสภาพแสง) หากแดดจัดเกินไปหรือระยะไกลเกินไป ค่าที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนสูง
  • อุปสรรคของพื้นผิววัตถุ 

            สี : วัตถุสีดำหรือสีเข้มจะดูดซับแสงเลเซอร์ ทำให้วัดระยะได้ยาก
            ความเงา : กระจกหรือโลหะที่มันวาวอาจทำให้แสงสะท้อนไปทิศทางอื่น (Multipath) ส่งผลให้ได้ค่าระยะที่ผิดพลาด

  • มุมตกกระทบ (Angle of Incidence) : การยิงเลเซอร์ใส่ผนังในมุมเฉียงมากๆ จะทำให้ลำแสงบานออกและกระจายตัว ส่งผลให้ความแม่นยำลดลง ควรพยายามให้ลำแสงตั้งฉากกับวัตถุให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • สิ่งกีดขวางในแนวสายตา : เนื่องจากลำแสงเลเซอร์จะขยายขนาดขึ้นตามระยะทาง หากมีกิ่งไม้เล็กๆ หรือสายไฟขวางหน้าเป้าหมายเพียงนิดเดียว กล้องอาจจะจับระยะที่วัตถุนั้นแทน


     ก่อนกดบันทึกค่าทุกครั้ง "ควรเปิดระบบ Laser Pointer" เพื่อตรวจสอบว่าจุดเลเซอร์สีแดงตกลงบนตำแหน่งเป้าหมายที่เราต้องการเป๊ะหรือไม่ และสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูงระดับมิลลิเมตร (เช่น งานติดตั้งเครื่องจักรหรือวางฐานรากอาคารสูง) การใช้ "เป้าปริซึมมาตรฐาน" ยังคงเป็นทางเลือกที่มั่นใจได้มากที่สุดครับ

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
ฟังก์ชั่น HSET ที่อยู่ในกล้องประมวลผลรวมเหมาะกับหน้างานอะไร
เพื่อเริ่มวัดมุมเปิดไปยังจุดอื่นๆ ฟังก์ชั่น HSET จะช่วยให้เรากดตั้งค่าศูนย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องพยายามหมุนกล้องให้ตรงเลขศูนย์เอง
13 ม.ค. 2026
Total Station ในการสำรวจป่าไม้ & การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
การสำรวจพื้นที่ป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย กล้องประมวลผลรวม (Total Station) เป็นวิธีการสำรวจภาคสนามที่มีความละเอียดถูกต้องสูงมาก
12 ม.ค. 2026
ค่า Grid Factor ช่างนิยมใช้ใส่ในกล้อง ค่าเท่าไหร่
ในการใช้งานกล้องประมวลผลรวม (Total Station) คำถามยอดฮิตคือ "ต้องใส่ค่า Grid Factor เท่าไหร่?" เพราะถ้าใส่ผิด ระยะที่วัดได้กับพิกัดในแบบจะไม่มีทางตรงกั
12 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy