Profile Leveling งานถนน: 6 ขั้นตอนถ่ายระดับตามแนวถนนทีละสถานี

อัพเดทล่าสุด: 16 พ.ค. 2026
4 ผู้เข้าชม

การถ่ายระดับตามแนวเส้นทาง (Profile Leveling) เป็นเทคนิคพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับงานออกแบบและก่อสร้างถนน ทางรถไฟ ท่อระบายน้ำ และคันคลอง ผลลัพธ์ที่ได้คือกราฟแนวตั้ง (Longitudinal Profile) ที่แสดงระดับพื้นดินตามแนวศูนย์กลางของงาน ซึ่งวิศวกรจะใช้คำนวณปริมาณดินตัด-ดินถม รวมถึงกำหนดความลาดชันของพื้นทาง การปฏิบัติงานที่อ้างอิงตามแนวทาง ISO 17123-2 และ USACE EM 1110-1-1005 จะช่วยให้ค่าระดับที่ได้ผ่านการตรวจสอบทางสถิติได้อย่างมั่นใจ บทความนี้สรุป 6 ขั้นตอนปฏิบัติที่ใช้ในสนามจริง

 

  1. การวางแผนสถานีและช่วงห่าง (Stationing)

ขั้นตอนแรกคือการกำหนดสถานี (Station) ตามแนวศูนย์กลางถนนเป็นจุดอ้างอิงตลอดงาน นิยมตั้งระยะห่างทุก 20 หรือ 25 เมตรในเส้นตรง และทุก 10 เมตรในช่วงโค้ง เพื่อเก็บรายละเอียดความเปลี่ยนแปลงของพื้นดินได้ครบถ้วน ในจุดที่มีจุดเปลี่ยนความลาด (Grade Break) เช่น หัวสะพาน คอสะพาน หรือทางแยก ควรเพิ่มสถานีพิเศษเสมอ ข้อควรระวัง: ระยะห่างที่กว้างเกินไปจะทำให้กราฟ Profile ผิดเพี้ยน ขณะที่ระยะถี่เกินไปอาจเพิ่มเวลาทำงานโดยไม่จำเป็น สำหรับงานก่อสร้างถนนทั่วไป ช่วงห่าง 20 เมตรถือเป็นค่าที่สมดุล

 

2. การเลือกกล้องระดับและไม้สต๊าฟให้เหมาะกับงาน

 

สำหรับงาน Profile Leveling ของถนนทั่วไป (3rd Order) ให้เลือกกล้องระดับอัตโนมัติ (Auto Level) ที่มีค่า Standard Deviation per km Double-Run อยู่ในช่วง ±1.5–2.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นช่วงสเปกที่ผู้ผลิตหลักอย่าง Topcon, Sokkia, Nikon และ Sanding กำหนดสำหรับกล้องระดับขนาด 28–32 เท่า ตามมาตรฐาน ISO 17123-2 ส่วนกล้องระดับสำหรับงาน Precise Leveling (1st/2nd Order) จะมีค่าในช่วง ±0.3–1.0 มิลลิเมตร เลือกไม้สต๊าฟอลูมิเนียมแบบพับ 4–5 เมตรพร้อม Circular Bubble เพื่อตั้งฉากกับแนวดิ่งได้แม่นยำ ข้อควรระวัง: อย่าใช้ไม้สต๊าฟที่บานพับหลวมหรือ Bubble คลาดเคลื่อน เนื่องจากจะทำให้ค่าระดับสูงกว่าค่าจริงทุกจุดอย่างเป็นระบบ

 

3. การตั้งกล้องและ Routine Check ก่อนเริ่มงาน

 

ตั้งกล้องระดับให้สูงจากพื้นในระดับที่อ่านไม้สต๊าฟทั้งหน้าหลังและหน้าหน้าได้ในช่วง 0.5–3.5 เมตร ก่อนเริ่มถ่ายระดับวันแรกของโครงการ แนะนำให้ทำ Two-Peg Test เพื่อตรวจสอบ Collimation Error ของกล้อง โดยเกณฑ์ยอมรับตามมาตรฐาน ISO 17123-2 คือไม่เกิน 3 มิลลิเมตรต่อระยะ 30 เมตร หากเกินต้องปรับ Reticle หรือส่งกล้องไปสอบเทียบ ที่ทุกสถานี ปรับ Circular Bubble ให้ฟองอยู่ในวงกลมเล็ก จากนั้นตรวจ Parallax ด้วยการขยับศีรษะดูที่กล้องส่อง หาก Cross-Hair เลื่อนเทียบกับไม้สต๊าฟ ให้ปรับ Diopter จนกว่าจะนิ่ง ข้อควรระวัง: อย่าวางขาตั้งบนรอยต่อระหว่างพื้นแข็งและพื้นนุ่ม เพราะอาจทรุดตัวระหว่างอ่านค่า Backsight และ Foresight ทำให้ค่าผิดอย่างไม่รู้ตัว

 

4. การถ่ายระดับและการคำนวณ Height of Instrument (HI)

 

วิธี HI (Height of Instrument Method) คือเทคนิคที่นิยมในงาน Profile Leveling เริ่มจากตั้งกล้องระหว่าง Benchmark (BM) กับสถานีแรก อ่านค่า Backsight (BS) บนไม้สต๊าฟที่วางบน BM จากนั้นคำนวณ

 

HI = Elevation of BM + BS

 

จากนั้นย้ายไม้สต๊าฟไปที่แต่ละสถานี (Intermediate Foresight: IFS) อ่านค่าทีละจุด แล้วคำนวณค่าระดับของแต่ละสถานี

 

Elevation = HI − IFS

 

หลักการ Balanced Backsight-Foresight ตามแนวทาง ISO 17123-2 ระบุให้ระยะ BS และ FS ห่างจากกล้องในระดับใกล้เคียงกัน (แตกต่างไม่เกิน 5–10 เมตร) เพื่อลด Curvature & Refraction Error อัตโนมัติ เกณฑ์การปิดวงที่ยอมรับได้สำหรับงานถนนทั่วไปคือ Closure Error ≤ 12√K mm เมื่อ K คือระยะทางรวมในหน่วยกิโลเมตร

 

5. การควบคุมคุณภาพและการบันทึก Field Book

 

ทุกครั้งที่ย้ายกล้อง (Turning Point: TP) ให้อ่านค่า Foresight ของ TP ก่อน แล้วจึงตั้งกล้องใหม่และอ่านค่า Backsight ใหม่บน TP เดิมที่ไม่ขยับ การควบคุมคุณภาพอ้างอิง ISO/IEC 17025 แนะนำให้บันทึก BS, IFS, FS พร้อมระยะทางทุกจุดเป็นตาราง และคำนวณ Check Column (Σ BS − Σ FS = Elevation Diff.) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบวก-ลบทันที ถ่ายระดับเป็นวงปิดกลับไปที่ Benchmark เริ่มต้น แล้วคำนวณ Closure Error เทียบกับเกณฑ์ Class ที่ระบุในสัญญา ข้อควรระวัง: หากค่า Closure Error เกินเกณฑ์ ต้องกลับไปทบทวนจุดที่ระยะ BS-FS ไม่สมดุล หรือจุดที่อ่านไม้สต๊าฟในสภาพไม่ดี (ลมแรง พื้นนิ่ม)

 

6. การจัดทำ Longitudinal Profile

 

เมื่อผ่านเกณฑ์ Closure Error แล้ว ให้นำข้อมูลระดับของแต่ละสถานีมาพล็อตกราฟ Profile โดยใช้มาตราส่วนแนวราบ 1:1,000 และมาตราส่วนแนวดิ่ง 1:100 เพื่อให้ความลาดชันมองเห็นได้ชัดเจน วิศวกรออกแบบจะใช้กราฟนี้กำหนดเส้นแนวออกแบบ (Design Grade) ก่อนคำนวณปริมาณดินตัด-ดินถม การจัดทำ Profile แบบดิจิทัลผ่านโปรแกรม CAD ช่วยให้ตรวจสอบและแก้ไขย้อนหลังได้สะดวกขึ้น ข้อควรระวัง: ทุก Profile ควรระบุชื่อโครงการ วันที่ ชื่อช่าง และรหัสกล้องที่ใช้ เพื่อรองรับการ Audit ตามมาตรฐาน FIG

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
ประสิทธิภาพของกล้องสำรวจในการเก็บข้อมูล
กล้องสำรวจเป็นเครื่องมือสำคัญในงานเก็บข้อมูลภาคสนามที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะในด้านวิศวกรรม โยธา และงานแผนที่ ประสิทธิภาพของกล้องสำรวจในการเก็บข้อมูลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความแม่นยำ ความละเอียด ความรวดเร็ว และความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูล ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้
13 พ.ย. 2024
การเลือกกำลังขยายของกล้องระดับ สำคัญอย่างไร ?
การเลือกกำลังขยายของกล้องระดับ (Auto Level) เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะส่งผลต่อ ความคมชัดของการมองเห็นไม้สตาฟ (Staff), ความแม่นยำในการอ่านค่าระดับ
23 พ.ค. 2025
การเลือกกล้องสำรวจสำหรับงานขุดลอกคลอง1
แนวทางการเลือกใช้กล้องสำรวจเพื่องานขุดลอกคลอง อธิบายความเหมาะสมของกล้องระดับ Total Station และโดรน ตามความต้องการควบคุมระดับ ความลึก และการวางผังโครงการ
9 พ.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy